ข่าว

การลงทุนในหุ้น

การลงทุนในหุ้น

18 เม.ย. 2552

ฉบับนี้ผมได้นำประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการลงทุนในหุ้นมานำเสนอครับ อย่างที่ทุกคนทราบดีว่า การลงทุนในหุ้นจะมีความผันผวนไปตามสภาวะเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างในปี 2551 ที่ผ่านมา ทุกท่านคงทราบดีว่าเป็นปีที่โลกต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุด ในรอบ 60-70

ขณะที่มูลค่าของตลาดหุ้นไทยลดลงประมาณ 48% (ต.ค.51 เดือนเดียวติดลบไป 30%) ซึ่งข้อมูลในอดีตก็มีตัวอย่างว่า ในปีที่ตลาดหุ้นติดลบมากๆ เช่น ปี 2543 นั้น ตลาดหุ้นไทยก็เคยติดลบ 44% มาแล้ว แต่ถึงกระนั้น ก็มีตัวอย่างของตลาดหุ้นไทยที่เป็นบวกมากๆ เช่น ในปี 2542, 2546 และ 2550 ที่ตลาดหุ้นไทยมีผลตอบแทนเป็นบวกสูงถึง 35%, 117% และ 26% ตามลำดับ คำถามคือว่า หากตลาดหุ้นผันผวนขนาดนี้ (ใน 11 ปีที่ผ่านมา เป็นบวกสูงสุด 117% ลบต่ำสุด 48%) แล้วหุ้นเป็นทางเลือกที่น่าลงทุนหรือไม่

 การลงทุนในตลาดหุ้นนั้น ถือเป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนจึงต้องมองในระยะยาวด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ถึง ณ สิ้นปี 2540 เรานำเงินไปลงทุนในหุ้น 100 บาท เมื่อถึงสิ้นปี 2550 เงิน 100 บาทของท่านจะมีค่าเพิ่มขึ้นถึง 230 บาท นั่นหมายความว่า มีผลตอบแทนขึ้นมาถึง 130 บาท ในขณะเดียวกันวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในปี 2551 ปีเดียว ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นลดลงไปถึงกว่าประมาณ 47-48% ซึ่งหมายความว่า เงินของท่านที่มีอยู่ 230 บาท ในปี 2550 จะลดลงไปเหลือ 121 บาท อย่างไรก็ตาม เงิน 100 บาท ที่เป็นเงินต้นของท่าน ก็ยังจะได้รับผลตอบแทนถึง 21 บาท ซึ่งก็นับว่ายังได้กำไรอยู่ดี

 ประเด็นสำคัญ หากท่านมีเวลาในการออม เช่น เงินส่วนที่เป็นการออมเพื่อการเกษียณ ที่ท่านอาจมีเวลาออม 10 ปีขึ้นไป การลงทุนในหุ้นจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ผลตอบแทนของเงินออมสามารถชนะเงินเฟ้อได้ การนำเงินออมไปฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้เงินที่ต้องใช้หลังเกษียณเลี้ยงตัวไปได้ไม่กี่ปี แม้ว่าหุ้นจะผันผวน แต่ระยะยาวผลตอบแทนดีกว่าและมากพอ ที่จะสามารถทำให้เงินออมสามารถเลี้ยงตัวเองไปในยามเกษียณได้นานขึ้น

 เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ต้องเลือก ถ้าลงทุนแบบปลอดภัยไม่เสี่ยงเลย เงินที่สะสมไว้ก็จะไม่พอใช้หลังเกษียณ แต่ถ้าอยากได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ ก็อาจต้องเสี่ยงบ้าง เพราะหุ้นมีความผันผวน ซึ่งในความเป็นจริง ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงโดยไม่ต้องเสี่ยงครับ