
ธุรกิจรุ่งระบบล่ม
ในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยในสังคม ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยความเชื่อที่ว่าหากประชาชนมีการศึกษาดี การพัฒนาเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสุขอนามัยของคนทั้งประเทศก็ไม่ใช่เรื่องยาก นั่นห
แต่สำหรับประเทศไทยของเราเรื่องการศึกษา เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอันดับท้ายๆ พ่อแม่ที่มีฐานะยากจนมักจะให้ลูกออกจากระบบการศึกษากลางคัน ด้วยความคิดเห็นที่ว่าเรียนไปก็มีแต่สิ้นเปลือง สู้ออกจากการเรียนเอาแรงกายมาใช้งานเป็นเครื่องมือหากินดีกว่า ในทางการเมืองก็มองว่ากระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงเกรดต่ำ ที่เอาใครก็ได้มานั่งเป็นรัฐมนตรีให้ครบตามโควตาเท่านั้น
การพัฒนาระบบการศึกษาของไทยจึงเป็นไปอย่างเสียไม่ได้ การปรับปรุงตำราเรียนจึงเป็นไปภายใต้กรอบความฝัน ของนักวิชาการที่ไม่เคยออกมาเผชิญกับความจริงของโลกภายนอก และเป็นการมองตำราเรียนในเชิงเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะผสมผสานไปกับความเจริญทางจิตใจและสังคมที่มีพัฒนาการ
วิชาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านจิตใจจึงถูกถอดออก แล้วนำเอาวิชาที่คิดว่าสามารถนำไปประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้และเงินตราเข้ามาแทนที่ เช่นถอดวิชาศีลธรรมที่สอนให้คนรู้จักความผิดชอบชั่วดี และเป็นเครื่องกล่อมจิตใจเพิ่มความอ่อนโยนให้เด็กเติบโตมาโดยมีจิตใจที่มีกรุณาออกไป คิดกันแม้กระทั่งจะถอดวิชาพลศึกษาออกหรือลดเวลาเรียนลงไป
การปรับปรุงพัฒนาตำราเรียนตามแนวคิดของคนที่เรียกกันว่านักวิชาการยุคใหม่ ทำให้คนที่เติบใหญ่ภายใต้แบบแผนตำราเรียนเช่นนั้น กลายเป็นคนที่กระเหี้ยนกระหือรือในชัยชนะ และเข้าแข่งขันโดยปราศจากคุณภาพทางคุณธรรม เป็นคนที่วัดความเก่งกันด้วยตัวเลขของคะแนนเรียนและทรัพย์สินจากการประกอบธุรกิจ
การพัฒนาสถานศึกษาและตำราเรียนโดยปราศจากความยั้งคิด จึงทำให้คนสอนหนังสือสมัยนี้ ต้องไปสอบเอาใบประกอบวิชาชีพครู เพื่อมาแสดงให้รู้ว่าสามารถไปสอนหนังสือเด็กได้ การซื้อขายใบดังกล่าวจึงเกิดเป็นข่าวเน่าเหม็นประจำวงการศึกษาขึ้นมา
ธุรกิจบางอย่างยิ่งเกิดขึ้นมากและแพร่หลายเท่าใด ก็ยิ่งเท่ากับประจานการบริหารระบบการศึกษาของคนในกระทรวงศึกษาธิการมากเท่านั้น เช่นธุรกิจการเรียนการสอนเพิ่มเติมนอกสถานศึกษา หรือที่รู้จักกันในนามของธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา ทั้งในแบบกวดวิชาในหลักสูตรปกติเพื่อเพิ่มความเข้มข้นให้แก่เด็ก และการกวดวิชาเพิ่มเริ่มเพื่อหวังผลการสอบเข้าเพื่อเรียนต่อหรือเพื่อเข้าทำงาน รวมถึงธุรกิจการนำเด็กไทยออกไปเรียนต่อยังต่างประเทศ ที่แต่ละปีมีมูลค่ามหาศาลมากกว่าธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใหญ่ๆ ด้วยซ้ำไป
เพราะหากการศึกษาในระบบเป็นไปได้อย่างถูกต้องและมีคุณภาพ ธุรกิจที่กล่าวมาทั้งหมดก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นเพียงธุรกิจเสริมเฉพาะจุด ที่มีการเติบโตจำกัดเท่านั้น และสิ่งที่สะท้อนให้เห็นเด่นชัดที่สุดว่าระบบการศึกษาของประเทศไทย กำลังอยู่บนจุดที่เสี่ยงต่อการสอนให้เด็กไทยไม่รู้จักคิดก็คือ
ธุรกิจการกวดวิชาเพื่อการสอบเข้าเรียนต่อทุกระดับชั้น เพราะการเรียนการสอนเกือบทั้งหมดใช้วิธีการเอาข้อสอบเก่ามาให้เด็กหัดทำจนชำนาญ เท่ากับว่าทำหน้าที่เดาใจคนที่มีหน้าที่ออกข้อสอบ ถ้าเดาถูกและให้เด็กย้ำทำจนจำได้ จำนวนเด็กที่สามารถสอบเข้าได้ก็จะสูงตามไปด้วย
วิธีการแบบนี้ส่อให้เห็นความล้มเหลวทั้งกระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการวัดผลของระบบการศึกษาประเทศเลยทีเดียว จึงมีคนตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องรู้แต่ไม่อยากปรับปรุง เพราะถ้าจัดระบบเข้าที่เข้าทางถูกต้อง เม็ดเงินในธุรกิจที่เกี่ยวกับการศึกษาปีละหลายพันล้านบาทจะหายวับไปกับตาทันทีครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



