ข่าว

แรงงานธิปไตย

แรงงานธิปไตย

03 พ.ค. 2554

แม้ว่าจะเลยวันแรงงานแห่งชาติมาแล้วถึงสองวัน แต่การอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับแรงงานนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญอยู่

 มีสองเรื่องที่น่ายินดีในเรื่องของการเมืองเรื่องกรรมกร ในห้วงเวลาไม่นานมานี้

 เรื่องแรกก็คือ การพยายามแข่งขันกันในการนำเสนอนโยบายเกี่ยวกับการเพิ่มค่าจ้าง และสวัสดิการต่างๆ ให้แก่แรงงานอย่างอึกทึกครึกโครม โดยเฉพาะที่เห็นกันชัดๆ ก็คือ เรื่องของการแข่งขันอย่างเข้มข้นของ ปชป. กับ พท. ที่นำเสนอนโยบายการขึ้นค่าแรงร้อยละ 25 และขึ้นค่าแรงทีเดียวเป็น 300 บาท ประเด็นนี้หากพิจารณาให้ดี ผมคิดว่าจะทำได้จริงหรือไม่นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญก็คือ การนำเสนอประเด็นเช่นนี้อย่างพร้อมเพรียงกันล้วนมีส่วนในการยกระดับความสนใจของประชาชนและพันธสัญญาของรัฐบาลต่อประเด็นดังกล่าวทั้งสิ้น

 เรื่องที่สองก็คือ อย่างน้อยด้วยการผลักดันเรื่องของแรงงานดังที่กล่าวมานั้น ผนวกกับการเปลี่ยนแปลงในส่วนของการเลือกตั้งให้กลับมามีส่วนของบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ และมีเก้าอี้เพิ่มขึ้นด้วย ผมแอบมีความหวังว่า ถ้าขบวนการแรงงานของไทยนั้นมีความเข้มแข็งโดยไม่ต้องไปโทษเรื่องโน้นเรื่องนี้มากนัก หน้าต่างแห่งโอกาสของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่สดใสมากๆ ของบรรดาแรงงานของไทย

 ในแง่ที่ว่า เมื่อก่อนนี้มีข้อถกเถียงประการหนึ่งในเรื่องของการเมืองเรื่องแรงงาน นั่นก็คือ เราควรจะมีการเลือกตั้งในแบบตามจังหวัด หรือตามสาขาอาชีพ เพราะแรงงานชอบอ้างว่าตนนั้นมีจำนวนมาก แต่ (ผล) การเลือกตั้งไม่สะท้อนข้อเท็จจริงทางอำนาจดังกล่าว

 นอกจากนี้ในอดีต โครงสร้างของวุฒิสภาเองก็ไม่เอื้อให้เกิดการเป็นตัวแทนที่สะท้อนความเป็นจริงทางความเป็นตัวแทนของแรงงาน เพราะวุฒิสภานั้นนอกจากจะมีตัวแทนแรงงานน้อยแล้ว ก็มักจะเป็นตัวแทนในสายที่คุยเป็นเสียงเดียวกับรัฐบาล

 การเลือกตั้งในระบบปัจจุบันนี้จะมีความแตกต่างออกไป ในแง่ที่ว่า ด้วยเก้าอี้ในส่วนของบัญชีรายชื่อที่มีถึง 125 เสียง หากแรงงานมีการรวมตัวกันอย่างดีพอในการกดดันให้พรรคมีนโยบายตามที่ตนต้องการ (ในกรณีที่ไม่สามารถจัดตั้งพรรคของตัวเองได้) ก็จะทำให้แรงงานนั้นมีอำนาจต่อรองได้มากมายในการเมืองจากวันนี้ไป (ขอโทษที่ความเห็นนี้อาจจะดูไร้เดียงสาไปสักหน่อย)

 อย่างไรก็ตาม เรื่องของแรงงานที่ดูว่าจะสดใสนี้ มีเรื่องอะไรที่ยังเป็นประเด็นท้าทายอยู่อีกบ้าง ผมคิดว่าเรื่องหนึ่งก็คือความเชื่อมั่นและความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงในนโยบายจริงๆ

 โพลล์จากศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเสนอว่า ค่าจ้างจริงที่จะอยู่ได้นั้นคือ 290 บาท และพวกเขาไม่มีความมั่นใจในความเป็นไปได้จริงในนโยบายแรงงานของ ปชป. เมื่อเทียบกับ พท.

 นั่นคือแนวโน้มที่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ ปชป.จะต้องแก้ไข แต่อย่างน้อยเพื่อความเป็นธรรมต่อ ปชป.เองนั้นผมคิดว่าต้องมองว่า ปชป.นั้นเขาให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตรกับนายทุนเป็นหลัก ซึ่งในบางมุมก็เป็นสิ่งที่มีเหตุผลในตัวของเขาเองเหมือนกัน เพราะ ปชป.เองก็ไม่ได้เน้นแต่การสร้างคาถาว่า "ผมจะขึ้นค่าแรงให้ แต่จะขึ้นช้าๆ เพราะถ้าขึ้นเร็วเดี๋ยวนายทุนเขาจะปลดทุกคนออก" ซึ่งอาจถูกกล่าวหาได้ว่าสุดท้าย ปชป.เองนั้นปิดปากแรงงานให้ยอมรับว่าไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า

 เพราะในอีกด้านหนึ่ง ปชป.เองก็พยายามสร้างพันธมิตรกับบริษัทที่พยายามขึ้นค่าแรงหรือสร้างสวัสดิการให้แรงงานเช่นกัน อย่างน้อยในกรณีของรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ก่อนครั้งสุดท้าย ที่นายกฯ ไปเยี่ยมโรงงานแห่งหนึ่งที่โดยเทียบเคียงแล้วดีกว่าอีกหลายโรงงาน เพื่อสร้างเครือข่ายโรงงานที่เป็นตัวอย่างที่ดี

 เรื่องแรงงานยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องต่อสู้กันต่อไปครับ นอกจากเรื่องค่าแรง ก็คือสวัสดิการ (แต่โพลล์เสนอว่าค่าแรงคือเรื่องแรก ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเนื่องจากค่าแรงนั้นได้เลย ขณะที่สิทธิสวัสดิการนั้นต้องรอและล่าช้ากว่าแน่นอน)

 ยังมีอีกหลายยกครับ ก็ต้องสู้กันต่อไป แต่อย่างน้อยในภาพรวมผมคิดว่าทุกฝ่ายก็พยายามผลักดันกันมากไปให้ดีขึ้นหมดแหละครับ และสิ่งที่จะท้าทายมากขึ้นก็คือ ถ้าหลักการเรามาด้วยกันแล้ว นโยบายก็จะเปลี่ยนจากโฆษณาชวนเชื่อมาเป็นเรื่องของการถกเถียงถึงหลักการปฏิบัติจริง ภายใต้การกำกับของสังคมมากขึ้นทั้งจากสหภาพ จากแรงงาน และจากองค์กรพัฒนาเอกชนอีกมากมายครับ