ข่าว

โค้งสุดท้าย“อภิสิทธิ์”

โค้งสุดท้าย“อภิสิทธิ์”

03 พ.ค. 2554

สัปดาห์นี้ จะเป็นสัปดาห์สุดท้ายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อนที่จะได้ชื่อว่ารัฐบาลรักษาการรอเวลาเลือกตั้งครั้งใหม่ ในทางปฏิบัติรัฐบาลรักษาการไม่สามารถที่จะทำงานเชิงนโยบายได้ ไม่อาจมีมติคณะรัฐมนตรีได้ โดยปกติรัฐบาลที่รู้ตัวล่วงหน้าว่า

 จะมีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา หรือมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ก็มักใช้โอกาสสุดท้ายนี้ โอกาสที่ยังมีอำนาจโดยชอบธรรมมีมติหรือนโยบายในเรื่องสำคัญๆ ที่เป็นการซื้ออนาคตทางการเมือง นัยหนึ่งคือการหาเสียงล่วงหน้า นายอภิสิทธิ์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคมว่า คณะกรรมการไตรภาคีจะปรับค่าจ้างอีกรอบในเวลา 1 เดือนจากนี้ อีกทั้งยืนยันว่า อัตราค่าจ้างในประเทศไทยต่ำเกินไป

 สิ่งที่ต้องจับตามองในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งสุดท้าย คือการพิจารณาอนุมัติงบทางด้านความมั่นคง งบผูกพันของหลายกระทรวง ที่อาจแปรรูปไปใช้ในการหาเสียง งบประมาณของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ที่รัฐมนตรีแต่ละคนคงถือโอกาสทิ้งทวนเพื่อนำไปเป็นประเด็นในการหาเสียง ซึ่งอาจมีการเสนอทั้งวาระปกติและวาระจร นอกจากนั้นยังอาจมีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่อาจจะมีส่วนเอื้อในการลงสู่สนามการเลือกตั้ง โครงการต่างๆ ที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอไว้แต่อาจถูกแขวนการพิจารณาอยู่ ก็น่าจะมีโอกาสปล่อยผีกันในครั้งนี้

 ทางด้านสภา วันพุธที่ 4 พฤษภาคมนี้ จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดสุดท้าย และจะไม่มีการประชุมรัฐสภาอีก ถึงแม้ยังมีวุฒิสภาเพราะขาดองค์ประกอบในการประชุม ฉะนั้น ส.ส.รัฐบาลอาจต้องระดมกันมาให้มากที่สุด เพื่อผ่านกฎหมายสำคัญที่ยังคั่งค้างอยู่ โดยเฉพาะกฎหมายสำคัญที่จะใช้ในการหาเสียง ส่วน ส.ส.ฝ่ายค้าน ถึงเวลานี้ คงต้องลงพื้นที่หาเสียงกันแล้ว ด้วยเงื่อนเวลาที่จำกัด แน่นอนว่า ไม่มีพรรคการเมืองใดหาเสียงแล้วบอกว่า ต้องการเป็นพรรคฝ่ายค้าน มีแต่ทุกพรรคปรารถนาที่จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลทั้งสิ้น เพราะการเป็นฝ่ายค้านต้องอดอยากปากแห้ง เป็นประโยคอมตะที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยกล่าวไว้

 โฉมหน้าการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง ถึงวันนี้ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ที่มีความเป็นไปได้ ก็คือโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์ในการได้คะแนนเสียง ชนะคู่แข่งอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เช่นเดียวกับที่พรรคไทยรักไทยได้เคยทำไว้นั้น น้อยอย่างยิ่ง เพราะนอกจากพื้นที่กรุงเทพฯ บางส่วน หัวเมืองใหญ่บางเมือง และภาคใต้ตอนบนแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่อาจรุกคืบเข้าไปยึดพื้นที่อื่นได้เลย นี่จึงเป็นโอกาสเดียวและโอกาสสุดท้าย ที่จะสะสมเสบียงให้มากที่สุด ซื้อใจพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลให้มากที่สุด และเป็นสิ่งที่ประชาชนจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดที่สุด