
รัฐ"แจกแหลก"แก้วิกฤติเฉพาะหน้าก๊อกสองรัฐทุ่มเงินกระตุ้นลงทุน
ความจำเป็นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ท่ามกลางปัจจัยรุมเร้าจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก และปัญหาการเมือง ดูเหมือนจะเป็นแรงกดดันให้มีทางเลือกค่อนข้างน้อย
โดยเฉพาะความจำเป็นในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่นำมาสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าลอกเลียนแบบนโยบายประชานิยมของรัฐบาล "ทักษิณ" แม้จะมีการปรับรูปแบบให้แตกต่างออกไป และเปลี่ยนชื่อเพื่อลบโครงการเดิมๆ
อัดเงินรากหญ้าซ้ำรอยประชานิยม
โครงการชุมชนพอเพียง นับเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก เพราะมีความคล้ายคลึงกับโครงการเอสเอ็มแอลเดิม โดยมีการโอนเงินลงไปให้ชุมชนที่คิดโครงการมานำเสนอ แต่ได้วางกรอบและรายละเอียดของโครงการที่ต้องมีการสานต่ออย่างยั่งยืนและพอเพียง มีการใช้ภูมิปัญญาของท้องถิ่น ในการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน โดยเงินลอตแรกที่รัฐบาลอัดฉีดลงไปกว่า 6,000 ล้านบาท สำหรับชุมชน 8,000 แห่ง กระจายผ่านธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จากที่รัฐตั้งวงเงินรวมไว้ทั้งสิ้น 21,200 ล้านบาท รวม 88,800 ชุมชน
อีกหนึ่งโครงการที่เดินหน้าไปแล้วก็คือ การใช้เงินงบประมาณกลางปีจำนวน 1.167 แสนล้านบาท รวมผู้ได้ประโยชน์จากมาตรการระลอกแรก 9 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มเกษตร 2.กลุ่มแรงงานนอกภาคเกษตรกร 3.กลุ่มผู้ปกครอง 4.ประชาชนผู้มีรายได้น้อย 5.กลุ่มผู้สูงอายุ 6.ภาคธุรกิจเอกชน 7.เร่งรัดการเบิกจ่ายงบคงค้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 8.สร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน และ 9.กลุ่มผู้มีรายได้ประจำ
ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรถือเป็นกลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือเป็นอันดับแรก โดยการสานต่อการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรที่รัฐบาลเดิมทำเอาไว้ แต่มีการขยายวงเงินเป็น 1.1 แสนล้านบาท เพื่ออุ้ม 4 สินค้าหลักให้มีราคาสูงกว่าราคาตลาด ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น โดยมีเกษตรกรได้ประโยชน์นับล้านคน จากนั้นรัฐเลือกอัดฉีดเงินโดยตรง 2,000 บาท ให้ผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ทั้งพนักงานบริษัทเอกชน ผ่านระบบการประกันตน และบุคลากรภาครัฐ 9 กลุ่ม รวมใช้งบประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท มีผู้ได้ประโยชน์ 10.3 ล้านคน ซึ่งการจ่ายเช็ค 2 พันบาท หรือเช็คช่วยชาตินั้น ได้ทยอยจ่ายออกไปเกือบครบตามจำนวนแล้ว ยังเหลือเพียงกลุ่มที่อนุมัติเพิ่มเติมเท่านั้น
สำหรับการอัดฉีดเงินให้ผู้สูงอายุถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการประชานิยมที่มุ่งแจกเงิน โดยมีเป้าหมายแจกเบี้ยยังชีพให้คนชราประมาณ 5 ล้านคน คนละ 500 บาทต่อเดือน รวมใช้งบประมาณปีละ 9,000 ล้านบาท แต่มีผู้สูงอายุมาลงทะเบียนประมาณ 3 ล้านคนเท่านั้น และจะมีการโอนเงินวันแรก 13 เมษายน 2552 ซึ่งเป็นวันผู้สูงอายุ รวมถึงการแจกเงินให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อีก 3,000 ล้าน จำนวน 8 แสนคนหรือคนละ 600 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ มาตรการที่รัฐบาลได้คะแนนนิยมอย่างมาก เห็นจะไม่พ้นนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ชูมาตลอดช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ทำให้รัฐบาลยอมทุ่มเงินงบประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนเยาวชนเรียนฟรีจำนวน 12 ล้านคน และรัฐบาลยังเข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองด้วยการอุดหนุนค่าเครื่องแบบ หนังสือ อุปกรณ์การเรียน และค่ากิจกรรมด้วย
“การเลือกวิธีแจกเงินทำได้เร็วและจบเร็ว เพื่อพยุงปัญหาในระยะแรก แต่การแก้ปัญหาระยะยาวก็ต้องทำควบคู่กันไปด้วย ทั้งการเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่และการเบิกจ่ายงบประมาณ ต้องเบิกจ่ายได้เร็ว จึงมั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นเดินมาถูกทางแล้ว แต่ต้องขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการทำงานของผู้เกี่ยวข้องและอยู่ที่ปัจจัยทางการเมืองด้วยว่า จะผลักดันให้สัมฤทธิผลได้หรือไม่ ตอนนี้ยังไม่อยากให้มองโลกในแง่ดีมากเกินไปนัก เราจะต้องเตรียมกระสุนไว้คอยรองรับหากมันไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ เพราะอนาคตไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าวิกฤติจะจบลงเมื่อไหร่” ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ระบุ
อัดงบ 7 พันล้านรองรับตกงาน
รัฐบาลตระหนักดีว่า จากปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าและทวีความรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะการส่งออกมีปัญหา จนนำไปสู่การปิดโรงงานและทยอยเลิกจ้าง ประเมินว่าอาจมีคนว่างงาน 1-1.5 ล้านคนในปีนี้ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งผลักดันโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนโดยใช้งบประมาณ 6,900 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้เข้าฝึกงานประมาณ 5 แสนตำแหน่ง โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่มหาวิทยาลัยในการฝึกอบรมให้ผู้ว่างงาน 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน และมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมเดือนละ 4,800 บาท หลังจากเปิดตัวโครงการ "ต้นกล้าอาชีพ" ที่มีกว่า 900 หลักสูตรให้เลือกลงทะเบียน ปรากฏว่ามีผู้สนใจฝึกอาชีพถึง 1.4 แสนราย แต่มีผู้เข้ารับการอบรมจริง 1.5 หมื่นคน จากเป้าหมาย 3 หมื่นคน ทำให้โครงการล่าช้าออกไปบ้าง
ส่วนการอบรมโครงการชะลอเลิกจ้าง เป็นการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงแรงงานและสภาอุตสาหกรรม โดยมีตัวเลขแรงงานที่จะเข้าโครงการลอตแรกแล้ว 5.7 หมื่นคนจากเป้าหมายฝึกอบรม 1.5 แสนคน ใน 5 อุตสาหกรรม คาดว่าจะใช้งบประมาณอีกกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของภาคธุรกิจนั้น ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ช่วยเหลือผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีโดยยอมสูญรายได้นับหมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างศึกษามาตรการดูแลกลุ่มแรงงานนอกระบบที่มีอยู่กว่า 20 ล้านรายทั่วประเทศ ที่รัฐบาลยังไม่มีนโยบายหรือมาตรการใดที่จะเข้าไปช่วยเหลือ โดยเบื้องต้นจะร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กลุ่มการเงินท้องถิ่น เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ และกลุ่มแรงงานนอกระบบเอง สมทบเงินเพื่อดูแลสวัสดิการ และส่งเสริมอาชีพเพื่อปิดช่องว่างกลุ่มบุคคลที่รัฐบาลจะได้ช่วยเหลือครอบคลุมทั้งหมด โดยการดำเนินการอาจจัดตั้งเป็นกองทุนคล้ายกับกองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตน ที่รัฐต้องสมทบเงินให้ส่วนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน
ดันโครงการลงทุน 1.56 ล้านล้าน
หลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกแรกเสร็จสิ้น รัฐบาลก็เตรียมดันมาตรการระลอกสองออกมาทันที โดยหันมาเร่งรัดการลงทุนให้เกิดขึ้น ซึ่งครม.ได้อนุมัติงบลงทุนวงเงินรวม 1.56 ล้านล้านบาท เพื่อการลงทุนระหว่างปี 2553-2555 ซึ่งจะได้ข้อสรุปรายละเอียดโครงการใน 1 เดือนข้างหน้า โดยโครงการสำคัญทั้งหมดมี 7 แผนงาน ประกอบด้วย 1.แผนงานปรับปรุงและพัฒนาบริหารสาธารณะขั้นพื้นฐานที่ทันสมัยและจำเป็นของการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน วงเงิน 1.14 ล้านบาท 2.แผนงานปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการกระจายน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการเกษตร น้ำเพื่ออุตสาหกรรม และประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตร วงเงิน 2.3 แสนล้านบาท
3.แผนงานลงทุนเพื่อการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตในระดับชุมชนและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงิน 1 แสนล้านบาท 4.แผนงานยกระดับการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งระบบให้ทันสมัย วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท 5.แผนงานพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท 6.แผนงานปฏิรูปคุณภาพระบบสาธารณสุข วงเงิน 9,200 ล้านบาท และ 7.แผนงานเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว วงเงิน 6,600 ล้านบาท ซึ่งโครงการบางส่วนน่าจะเริ่มได้ปลายปีนี้หรือเริ่มต้นใช้งบประมาณปี 2553 ประมาณเดือนตุลาคมนี้
"กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจรอบสองมีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ เป็นการเพิ่มแรงกระตุ้นให้เศรษฐกิจจากการที่รัฐเพิ่มการลงทุนประมาณ 5% ของจีดีพี สร้างตำแหน่งงานใหม่อีก 1.6 ล้านคนภายใน 3 ปี และกระจายการลงทุนทางด้านการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานไปสู่ชนบท ส่วนแหล่งที่มาของเงินทุนมาจากงบประมาณ และเงินกู้จากในและต่างประเทศ รวมถึงผ่านการทำโครงการในรูปแบบการเพิ่มบทบาทภาคเอกชน เพื่อลดภาระการใช้เงินภาครัฐด้วย



