
เอกเทศของคนในองค์กร
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วถ้าเป็นไปตามที่พูดอาทิตย์นี้จะมีการประกาศยุบสภา เลือกตั้งกันใหม่
มองดูเหมือนเรากำลังจะเริ่มระบอบประชาธิปไตยกันใหม่ โดยประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจากเสียงข้างมาก นี่คือหลักการ ส่วนจะทำได้หรือไม่เป็นอีกประเด็น
ขณะที่นักการเมืองกำลังคึกคักกับการลงสู่สนามเลือกตั้ง
ตรงข้ามข้าราชการประจำกลับอยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหว รอดูทิศทางลมจะพัดไปเข้าฝ่ายไหน
นี่เป็นสัจธรรมทุกครั้งที่มีการผลัดเปลี่ยนอำนาจทางการเมือง
สำนักงานตำรวจแห่งชาตินิ่งมาได้สักพัก งานเร่งรัดมีเพียงการปราบปรามยาเสพติดกับไล่จับสถานบริการ เด้งผู้กำกับฯ โรงพักเป็นว่าเล่น เพราะ 2 งานนี้ไม่กระทบกับฝ่ายการเมือง อาจมีเจ้าของสถานบริการบางคนที่มีเส้นสายกับนักการเมือง แต่ก็ไม่มาก
คดีความต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคนเสื้อแดง เสื้องเหลือง จึงต้องชะลอดูทิศทางกันความผิดพลาด ยกเว้นประเภทเดินเข้ามาชนตอเองอย่างสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่พยายามออกไปกัมพูชาทาง จ.สระแก้ว ถูก ตม.รวบคาด่านในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง
มีเพียงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เท่านั้นที่ยังเดินหน้า จัดการกับเครือข่ายวิทยุชุมชน ที่เกี่ยวเนื่องกับคนเสื้อแดง ที่ออกอากาศหมิ่นเหม่กระทบสถาบัน
เรียกว่าดีเอสไอเดินหน้าดับเครื่องชน ส่วนตำรวจไม่ดับเครื่องแต่ไม่ยอมเข้าเกียร์ ส่วนผลจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามในรัฐบาลหน้า
แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเก็บตัวเงียบในบ้าน แต่ยังมีเหตุปะทะกันประปรายระหว่าง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. กับผู้นำตำรวจ เหตุเพราะโครงการสร้างที่พักให้ตำรวจผู้น้อย
ต้นเรื่องมาจากตำรวจใหญ่คนหนึ่งฝังใจเจ็บแทนเพื่อนร่วมรุ่น จึงเขียนรายงาน 4 หน้า ขอให้ สตช.ทบทวนโครงการทั้งๆ ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณแล้ว
บิ๊กตำรวจก็เห็นชอบด้วย แต่มาพลิกลิ้นกันตอนหลัง
ตำรวจชั้นผู้น้อยเลยรอเก้อ ลุ้นต่อไปเพราะจะแปลงงบได้หรือไม่ ที่สำคัญจะทันได้ซื้อที่หรือเปล่ายังไม่รู้
ระดับผู้บัญชาการฯ มานั่งประท้วงไม่ค่อยได้เห็น เป็นตำรวจถ้ามีแนวคิดหรือพยายามผลักดันโครงการอะไร ต้องเห็นชอบกันทุกฝ่าย
ถ้าผิดใจกันเมื่อไหร่ รับรองขั้นตอนเดินเรื่องยาวเป็นหนังชีวิต เนื่องจากธรรมชาติขององค์กรนี้ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างอยู่



