
มาร์คปลื้มพรรคการเมืองไม่ดึงสถาบันหาเสียง
"นายกฯอภิสิทธิ์"ปลื้มพรรคการเมืองหนุนไม่ดึงสถาบันมาหาเสียง 2 พรรคใหญ่"ปชป.-พท."หนุนให้กกต.ประกาศข้อห้ามนำสถาบันมาหาเสียง
(2พ.ค.) เมื่อเวลา 12.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเเละหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่หัวหน้าพรรคการเมืองลงมติเห็นด้วยที่จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ออกข้อห้ามไม่ให้นำสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องกับการหาเสียง ว่า เป็นอำนาจของกกต.เพราะพรรคการเมืองส่วนใหญ่ให้ความเห็นกับกกต.ไปแล้ว ดังนั้นกกต.จึงต้องพิจารณาว่าจะออกระเบียบอย่างไร แต่วันนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีที่แต่ละพรรค แสดงเจตนารมณ์ชัดแจ้งที่จะให้สถาบันอยู่เหนือความขัดแย้งและอยู่เหนือการเมือง
2พรรคใหญ่"ปชป.-พท."หนุนข้อห้ามกกต.
ทั้งนี้ที่โรงแรมรามการ์เด้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในประชุมผู้บริหารพรรคการเมืองที่กกต.จัดขึ้นในวันนี้ ช่วงหนึ่งในการหารือ นายอภิสิทธิ์ ได้ขอหารือถึงประเด็นเรื่องของระเบียบของกกต.กรณีการนำสถาบันมาใช้ในการหาเสียงนั้น เห็นควรว่าน่าจะไปอยู่ในส่วนของข้อห้าม มากกว่าข้อควรปฏิบัติ ซึ่งทางพรรคเพื่อไทย โดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุมติของพรรคเพื่อไทยก็เห็นควรให้กกต.ระบุไว้ในข้อห้ามว่า ไม่ควรนำสถาบันมาเกี่ยวข้องกับทุกประเด็น และขอให้ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นจะมีการนำกรณีดังกล่าวไปขยายความหากมีคนเลือกพรรคที่ไม่เชิดชูสถาบัน ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ก็ได้เห็นด้วยในแนวทางข้อควรปฏิบัติ แต่ก็ได้เสนอให้กกต.ระบุให้ชัดเจน ว่าสิ่งไหนทำได้เพียงใด ไม่ควรคุมเครือ ส่วนพรรคเล็กก็เห็นด้วยเช่นกันที่กกต.ควรที่จะกำหนดไว้ อย่างไรก็ตามนายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เสนอความคิดเห็นในเรื่องของโทษว่า หากใครทำผิดก็ให้เป็นความผิดของบุคคลไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองจนถึงขั้นยุบพรรค เพราะไม่เช่นนั้นกรณีดังกล่าวก็เข้าข่ายมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วงที่กกต.จะให้แต่ละพรรคลงนามนั้น นายอภิชาต ก็ได้สรุปสาระสำคัญในเรื่องของสถาบัน ว่าในที่ประชุมวันนี้ส่วนใหญ่เห็นด้วยจะให้อยู่ในส่วนของข้อห้ามนั้น ทำให้นายชุมพล ได้ขอคัดค้านและต้องขอกกต.ว่า ทางพรรคยังไม่เห็นด้วยที่จะให้นำไปอยู่ในส่วนของข้อห้าม ถ้าอยู่ในส่วนของข้อห้ามต้องชัดเจน เพราะถ้าไม่ระบุก็จะเกิดปัญหา เนื่องจากเป็นเรื่องของโทษหากให้กกต.พิจารณาเองก็จะไม่เป็นธรรมได้ ขอให้กกต.ช่วยทบทวนว่าถ้าอยู่ในส่วนของข้อควรปฏิบัติก็ยังรับได้แต่ขอความชัดเจน ทำให้นายประพันธ์ ระบุ ว่า เรื่องดังกล่าวนี้กกต.ยังไม่สรุป แต่จะขอนำเข้าที่ประชุมกกต.พิจารณากันอีกครั้งว่าจะอยู่ในส่วนใด และต้องมีการปรับปรุงอะไรอีกบ้างก่อนที่จะออกมาเป็นประกาศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่พรรคต่างได้แสดงความคิดเห็นแล้ว นางสดศรีได้ขอให้พรรคการเมืองต่างได้ร่วมกันพันธะสัญญาของพรรคการเมือง ว่าด้วยความร่วมมือในการเลือกตั้งส.ส.พ.ศ. 2554 ซึ่งอยู่ 5 ข้อประกอบด้วย ข้อ 1. มิบังควรนำสถาบัน มาเกี่ยวของกับการหาเสียงในการเลือกตั้ง ข้อ 2. จะปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ อันเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด ข้อ 3. จะไม่ใช้กลไกของรัฐ หรือทรัพยากรของรัฐ มาเป็นประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง ข้อ 4 จะหาเสียงเลือกตั้งโดยสันติวิธี ไม่ข่มขู่ คุกคาม คู่แข่งขันด้วยวิธีการใดๆ และไม่ใช้วิธีการรุนแรงในการหารเสียงเลือกตั้ง และข้อ 5 จะยอมรับผลการเลือกตั้งตามที่ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์ในการเลือกตั้งอย่างจริงใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนนี้กกต.ได้ทำตราสัญญลักษณ์ของแต่ละพรรคจำนวน 56 พรรคการเมือง พร้อมกับเว้นช่องลงชื่อ...... (ให้ตัวแทนพรรคการเมือง) ลงบนกระดานบอร์ดขนาดใหญ่ซึ่งก็มีตัวแทนพรรคการเมืองมาลงนามจำนวน 42 พรรคจาก 56 พรรค สำหรับพรรคที่ไม่ได้ลงนามพันธะสัญญาในครั้งนี้ มีจำนวน 14 พรรค อาทิ พรรคมาตุภูมิ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคขัตติยะธรรม พรรคการเมืองใหม่ พรรคสยาม พรรคเกษตรกรไทย พรรคอารยธรรม พรรคไทยเข็มแข็ง พรรคไทยเพื่อไทย พรรคชีวิตที่ดีกว่า พรรคประชาราช



