
มาร์คระบุชายแดน"ไทย-เขมร"ดีขึ้น
"นายกฯอภิสิทธิ์"ระบุสถานการณ์ชายแดน"ไทย-เขมร.ดีขึ้น แต่ต้องจับตาอีกระยะ หลังพบทหารเขมารใช้วิธีดักลอบยิง เตือนทหารไทยให้ระวังตัว โฆษกกองทัพภาคที่ 2 คาดจะจบได้ในเร็ววันนี้
(2พ.ค.) เมื่อเวลา 12.40 น. ที่โรงแรมรามา การ์เด้น นายอิภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ด้านจ.สุรินทร์ที่มีการปะทะกันระหว่างทหารไทย - กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ว่า ขณะนี้ชาวบ้านเริ่มกลับบ้านกันแล้ว เพราะมีการประเมินสถานการณ์ในขณะนี้ คงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ในส่วนของชายแดน ได้กำชับแล้วว่า ให้กองทัพต้องระมัดระวัง เพราะแนวทางขณะนี้เราเริ่มเห็นว่ากัมพูชาได้ใช้วิธิซุ่มยิง ลอบทำร้าย ดังนั้นต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่ แต่ลักษณะที่มีการปะทะที่จะกระทบประชาชนเท่าที่สังเกตุใน 2-3 วันที่ผ่านมาคิดว่าควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การปะทะกันที่จ.สุรินทร์เป็นแผน หรือความบังเอิญ นายกฯ กล่าวว่า เป็นความจงใจของกัมพูชาที่จะอาศัยการปะทะเพื่อไปเป็นข้ออ้างนำไปสู่เวทีต่างๆระหว่างประเทศ และขณะนี้ต่างประเทศคงจะเห็นชัดเจนแล้ว เพราะว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นทุกครั้ง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่เราพยายามชี้ให้เห็นตลอดมา และการตัดสินใจในนโยบายต่างๆเราต้องระมัดระวังค่อนข้างมาก
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าการเจรจาในพื้นที่ไม่มีผล นายกฯ กล่าวว่า ในช่วง 2 - 3 วัน หลังจากที่มีการประสานเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลุกลาม แต่ดูแล้วยังมีเหตุการณ์ลักษณะลอบยิง ขว้างระเบิดเข้ามา แต่การปะทะหนักแบบใช้อาวุธรุนแรงนั้น สามารถควบคุมได้มากขึ้น เมื่อถามว่า ตอนนี้มีการปล่อยข่าวว่ามีการฆ่าชาวกัมพูชาในประเทศไทย นายกฯ กล่าวว่า เป็นความพยายามในการยั่วยุ ปลุกระดม ซึ่งไม่ใช่การปะทะอย่างที่ผ่านมา แต่กองทัพทราบแล้ว และระมัดระวังอยู่ มันเป็นการพยายามอ้างเพื่อนำไปสู่การใช้ความรุนแรงรูปแบบอื่น ส่วนชายแดนนั้นมีการตรึงพื้นที่ กองทัพทำหน้าที่เต็มที่
ผู้สื่อถามตอว่า ครม.จะพิจารณาว่าจ้างนักกฎหมายต่างประเทศเพื่อไปต่อสู้คดีในศาลโลกที่กัมพูชายื่นตีความ นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องการจัดกลไกที่จะดูแลเเละรีบมือกัมพูชาที่นำเรื่องไปฟ้องศาล รายละเอียดต้องดูในการประชุมครม.วันพรุ่งนี้( 3 พ.ค.)เพราะต้องมีคณะกรรมการ และคณะทำงานต่างๆที่ต้องเตรียมให้ดีที่สุดและดูแนวทางเหมาะสมที่สุด เมื่อถามว่า การคุยกับสมเด็จฮุน เซน นายกฯกัมพูชา ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในช่วงสุดสัปดาห์นี้ยังมีความจำเป็นหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ต้องดูจากวันนี้ถึงวันนั้นเพราะมันอีกหลายวัน และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศจะไปพบฝ่ายกัมพูชาก่อนแล้ว
โฆษกทัพภาค2แจงสถานการณ์ดีขึ้นคาดจบเร็ววัน
เมื่อเวลา 11.00 น.ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ภายในค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา พ.อ.ประวิทย์ หูแก้ว โฆษกกองทัพภาคที่ 2 แถลงถึงสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ที่จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดบุรีรัมย์ ตลอดทั้งวันที่ 1 พ.ค.2554) จนถึงเช้าวันที่ 2 พ.ค.2554 ว่า ตลอดห้วงระยะเวลาดังกล่าวมีเสียงปืนดังขึ้นบ้างประปรายตามแนวชายแดนที่มีการวางกำลังอยู่ใกล้กัน แต่ไม่มีการปะทะตอบโต้กันเกิดขึ้น โดยเสียงปืนดังขึ้น 2 - 3 นัดก็หยุดไป ประมาณ 3 - 4 ครั้ง ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการปะทะ ทำให้สรุปได้ว่าสถานการณ์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ถึงเวลา 11.00 น.วันที่ 2 พ.ค. สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังคงเป็นปกติ และหากเหตุการณ์ยังคงทรงตัวอยู่อย่างนี้ต่อไปทุกอย่างก็น่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววันนี้
ส่วนกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่าทางทหารฝ่ายกัมพูชามีการเจรจาขอหยุดยิงเพื่อเข้ามาเก็บศพทหารภายในพื้นที่การสู้รบ เนื่องจากทหารฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิตเป็นจำนวนมากและศพเริ่มมีกลิ่นเหม็นนั้น พ.อ.ประวิทย์ฯ แถลงว่า น่าจะเป็นความเข้าใจคาดเคลื่อน เพราะยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ แต่การเดินทางไปพบปะกับผู้บังคับหน่วยทหารของฝ่ายกัมพูชาเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2554 โดย พ.อ.ณัฐ ศรีอินทร์ รองเสนาธิการกองกำลังสุรนารี ที่ได้นำผู้บังคับหน่วยและผู้บังคับกองพันทหารในพื้นที่ ไปพบปะกับผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 42 และผู้บังคับหน่วยในระดับพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชา ที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม และพื้นที่ด้านทิศตะวันตกของปราสาทตาควาย ไม่ได้มีการพูดคุยหรือเจรจาในกรณีนี้ มีเพียงพูดคุยเพื่อหาทางยุติการปะทะกัน ตามที่แม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยและผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชาได้พูดคุยตกลงกันอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากหลังจากการพูดคุยกันในครั้งนั้นก็ยังคงมีการปะทะกันอยู่อย่างต่อเนื่อง
โฆษกกองทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า เป็นการพบปะเพื่อหารือกันหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะระหว่างทหารทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งผลจากการหารือก็ได้รับทราบว่าเกิดจากความหวาดระแรงต่อกันของทหารทั้ง 2 ฝ่าย เพราะมีการปะทะกันมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกีบมีการวางกำลังเผชิญหน้าอยู่ใกล้กัน ซึ่งในเรื่องนี้ผู้บังคับหน่วยทหารทั้ง 2 ฝ่ายก็มีข้อยุติร่วมกันว่าจะมีการจัดเจ้าหน้าที่ชุดประสานการปฏิบัติงานร่วมกันของทหารทั้ง 2 ฝ่าย โดยหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อจากนี้ไปก็ให้ชุดประสานงานดังกล่าวประสานงานร่วมกันเพื่อเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ร่วมกัน เพื่อให้ทราบถึงเหตุผลที่แท้จริงและนำมากำหนดเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป
" หลังการพูดคุยก็ส่งผลให้สถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ จนไม่มีการปะทะกันเกิดขึ้น คาดว่าสถานการณ์มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะท่าทีของผู้บังคับหน่วยทหารในระดับต่างๆของฝ่ายกัมพูชาเองก็ต้องการที่จะให้เหตุการณ์สงบลงเช่นเดียวกัน "โฆษกกองทัพภาคที่ 2 กล่าว
สำหรับการปรับกำลังของทหารทั้ง 2 ฝ่ายที่เผชิญหน้ากันอยู่ตามแนวชายแดนโดนเฉพาะที่จังหวัดสุรินทร์นั้น พ.อ.ประวิทย์ฯ ยอมรับว่าขณะนี้ฝ่ายกัมพูชามีการเคลื่อนไหวสับเปลี่ยนกำลัง พัฒนากำลัง รวมไปถึงที่ตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ตามยุทธวิธีทางทหาร เช่นเดียวกัยฝ่ายไทยเองก็มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังพล เพื่อให้กำลังพลได้พักผ่อน แต่เป็นการสับเปลี่ยนกำลังป้องกันชายแดนของกองทัพภาคที่ 2 ที่ประจำอยู่แล้วในพื้นที่ จากแนวหลังไปแนวหน้า และแนวหน้ามาแนวหลัง โดยไม่ได้มีการนำกำลังจากหน่วยอื่นของกองทัพภาคที่ 2 หรือจากกองทัพภาคอื่นของไทยเข้ามาเสริมกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ก็เพียงพอที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ดีอยู่แล้ว แต่หากมีความจำเป็นต้องการกำลังเสริมกองทัพภาคที่ 2 ก็มีหน่วยทหารอื่นที่พร้อมจะสนับสนุนอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องขอกำลังจากกองทัพภาคอื่นแต่อย่างใด และกำลังพลทุกหน่วยมีการเตรียมพร้อมที่จะสนับสนุนทันที่ที่ได้รับการร้องขอ
ส่วนกรณีมีข่าวว่าขณะนี้ทางโรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ และรพ.มหาราช นครราชสีมา กำลังขาดแคลนเลือดอย่างหนัก เนื่องจากมีการใช้ในการรักษาทหารและประชาชนไทยที่ได้รับบาดเจ็บกับเหตุการณ์สู้รบในครั้งนี้นั้น พ.อ.ประวิทย์ฯ ชี้แจงว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ข่าวที่ออกมาอาจเกิดจากความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลบางคน เนื่องจากเลือดที่ขาดแคลนนั้นเป็นเลือดกรุ๊ปหายาก ซึ่งตามโรงพยาบาลต่างก็ขาดแคลนอยู่แล้ว
แต่ในส่วนของเลือดปกตินั้นยังคงมีอยู่เป็นจำนวนมาก และการใช้เลือดเพื่อให้การรักษาพยาบาลทหารและประชาชนของไทย ก็มีความต้องการใช้เพียงน้อยนิดหากเทียบกับความต้องการใช้เลือดในช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือสงกรานต์ ที่จะมีการเกิดอุบัติเหตุสูง ดังนั้นขอให้ทุกคนอย่ากังวลในเรื่องนี้อีกทั้งความเสียหายหรือความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับทหารหรือราษฏรไทยก็ไม่ได้รุนแรงถึงขนาดทำให้เลือดที่จะใช้รักษาขาดแคลน
ทั้งนี้หากเลือดคลาดแคลนจริงกองทัพภาคที่ 2 ก็มีกำลังพลและครอบครัวที่พร้อมจะบริจาคเลือดจำนวนมากอยู่แล้ว ส่วนกระแสข่าวที่ว่าทหารไทยและราษฏรตามแนวชายแดนนั้นกำลังขาดแคลนเสบียงอาหารอย่างหนักนั้นไม่เป็นความจริง ยืนยันว่าทหารไทยมีเสบียงอาหารเพียงพอและมีขวัญกำลังใจที่ดีเยี่ยมเนื่องจากทหารมีระบบการส่งกำลังบำรุงทุกๆ 5 - 10 วัน เพื่อสนับสนุนเสบียงอาหารอีกทั้งยังมีอาหารประเภทเลชั่น(อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน) เตรียมไว้เพียงพออยู่แล้ว ซึ่งข่าวนี้โดยส่วนตัวแล้วมองว่ากระแสข่าวการขาดแคลนอาหารมาจากการที่มีกลุ่มคนบางกลุ่มที่เดินทางมาบริจาคสิ่งของช่วยเหลือประชาชนและทหารที่อยู่ตามแนวชายแดน และให้ข่าวออกไปในลักษณะนั้น ซึ่งไม่ทราบว่าที่ทำไปมีจุดประสงค์เพื่อสาเหตุใด แต่ข่าวที่ออกไปอาจจะสร้างผลเสียต่อกำลังใจของทหารและประชาชนทีอยู่ในพื้นที่ได้ ดังนั้นขอให้กลุ่มดังกล่าวยุติการให้ข่าวในลักษณะนี้ได้แล้ว
สำหรับความสูญเสียจากการสู้รบในครั้งนี้นั้นทหารฝ่ายไทยเสียชีวิตจากการสู้รบจำนวน 7 นาย และมีทหารได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 100 นาย ซึ่งในจำนวนทหารที่ได้รับบาดเจ็บขณะนี้ประมาณ 40 นาย กลับมาประจำหน่วยเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว ซึ่งทหารที่กลับเข้ามาประจำการเป็นความต้องการของทหารแต่ละนายเองไม่ได้เป็นการบังคับ เพราะทหารเหล่านี้ยืนยันว่าต้องการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองเพื่อช่วยเหลือประเทศให้ถึงที่สุด ส่วนความสูญเสียของราษฏรนั้น มีประชาชนเสียชีวิตจากการสู้รบโดยตรง 1 คน และได้รับผลกระทบจากการสู้รบทั้งในเรื่องของสุขภาพร่างกาย อายุ และสุขภาพจิต รวม 3 ราย พ.อ.ประวิทย์ฯ ระบุ



