
กกต.ถกพรรคการเมืองถกระเบียบหาเสียง
กกต.ประชุมพรรคการเมืองหารือเรื่องเลือกตั้ง หน.พรรคใหญ่ร่วมงานคึกคัก ปธ.กกต.เชื่อยุบภาหาเสียงลำบาก ร้องขอพรรคการเมืองช่วยดูแลในพื้นที่ให้สงบส่วนเจ๊สด แนะพรรคการเมืองสมานฉันท์ ป้องกันเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทำให้ต้องตกงาน ศาลรัฐธรรมนูญนัดถกกฎหมายลูกคาดผ่าน
ที่โรงแรมรามาการ์เดน เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 2 พ.ค. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดการประชุมผู้บริหารพรรคการเมือง เพื่อปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างพรรคการเมืองในเรื่องต่างที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เช่น การกำหนดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ระเบียบการเลือกตั้ง ข้อควรปฏิบัติ ข้อห้าม ในการเลือกตั้ง เช่น การจัดสถานที่ปิดประกาศ การจัดพิมพ์เอกสาร การหมิ่นสถาบัน โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วม 56 พรรค อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรครวมชาติพัฒนา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ พล.ต.ท.ถวิล สุรเชษฐพงษ์ หัวหน้าพรรครักษ์สันติ นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ประธานส.ส.พรรคภูมิใจไทย และนายเสรี สุวรรณภานนท์ ที่ปรึกษาพรรคประชาสันติ เป็นต้น
นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ได้กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาอย่างแน่นอน ดังนั้นกกต.ก็ต้องมีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง จึงต้องจัดงานครั้งนี้เพื่อรับฟังความความเห็นของพรรคการเมืองต่างๆว่ามีความคิดเห็นอย่างไรเพื่อนำมาเป็นกรอบกติกาในการเลือกตั้ง
นายอภิชาต กล่าวอีกว่า พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่คำคัญมากของระบบรัฐสภา เพราะเป็นตัวเชื่อมระหว่างรัฐสภาและประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องผ่านระบบการเลือกตั้ง แม้ว่าการเลือกตั้งจะม่ใช่เงื่อนไขเป็นตัวชี้วัดสุดท้าย แต่ในขณะนี้ถือได้ว่าเป็นกลไกที่ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและเมื่อประชาชนตัดสินใจเลือกใครแล้วก็ขอให้ยอมรับ และแม้ว่าทุกพรรคการเมืองจะมีความมุ่งหวังที่จะชนะเลือกตั้ง ก็ขอให้แข่งขันกันโดยปราศจากความรุนแรงใน และพรรคการเมือง ดังนั้นจึงอยากขอความร่วมมือให้พรรคการเมือง และผู้สมัครช่วยกันทำความเข้าใจ ให้ความรู้กับประชาชน เรื่องของประชาธิปไตยที่ถูกต้องกับประชาชนในวิถีทางประชาธิปไตย
“ในเรื่องของความปลอดภัยในการหาเสียงในพื้นที่ แม้ว่าการรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครอง แต่ผมเห็นว่า ขณะนี้ก็ยังมีการหาเสียงลำบากในบางพื้นที่ที่มีการแข่งขันรุนแรง จึงอยากขอฝากพรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองด้วย เพราะท่านจะรู้ว่าใครที่ชื่นชอบ หรือใครเป็นผู้สนับสนุนพวกท่านบ้าง หากมีการชุมนุมก็ขอให้อยู่ในขอบเขตอย่าให้เกิดผลกระทบต่อผู้อื่น หากมีลักษณะที่รุนแรงก็ขอให้เข้าไปห้ามปรามกันด้วย เพราะพรรคการเมืองจะช่วยได้อย่างมาก ” นายอภิชาตกล่าว
นายอภิชาต กล่าวต่อว่า กรณีที่จะขอหารือตามที่มีข่าวออกทางสื่อต่างๆ ว่านายกรัฐมนตรีขอให้กกต.พิจารณาเรื่องการนำสถาบันมาหาเสียง ความจริงสำนักงานกกต.ก็ได้ปีปรับปรุงระเบียบหาเสียง ตั้งแต่หลังเลือกตั้งครั้งที่ผ่าน จริงๆแล้วเรายกร่างระเบียบไว้อยู่แล้ว และที่คิดก็ไม่ใช่เพราะมีพรรคใดพรรคหนึ่งไปดำเนินการ แต่เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้ง ส.ว. เมื่อปี 2551 มีผู้สมัครจะขอนำพระบรมราโชวาทพิมพ์เป็นใบหาเสียง แต่กกต.ได้มีมติว่ามิบังควร ความจริงในทางการเมืองข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก็มีอยู่แล้วว่าไม่ควรนำสถาบันเบื้องสูงมากล่าวอ้าง
ส่วนเรื่องเวทีกลางในการหาเสียงนั้น นายอภิชาติ กล่าวว่าตามประกาศเดิมของ กกต. ได้หารือกับพรรคการเมืองเมื่อปี 2550 ว่าจะจัดเวทีกลางอย่างน้อยอำเภอละ 2 แห่ง แต่ปรากฎว่าจัดไปก็ไม่มีคนมาฟัง บางทีผู้สมัครและมีชื่อเสียงก็ไม่มา พอคนดังไม่มาชาวบ้านก็ไม่สนใจ กกต.จะหารือกับพรรคการเมืองว่าจะลดเป็นเขตเลือกตั้งอย่างน้อยละ 1 แห่งได้หรือไม่ ส่วนหาเสียงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเว็บไซต์ในระเบียบก็เขียนไว้แล้วหากเป็นค่าใช้จ่ายก็ต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ตามพ.ร.บ.การเลือกตั้ง มาตรา 60 ระบุผู้สมัครจะหาเสียงทางวิทยุ โทรทัศน์และเคเบิลทีวีจะไม่สามารถทำได้เองแต่ต้องดำเนินการโดยกกต.และสื่อเองดังนั้นเรื่องหาเสียงผ่านสื่อจะไม่มีการหารือเพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนแล้ว
“ส่วนเรื่องหากยุบสภารัฐบาลมอำนาจหรือไม่ นั้นผมเห็นว่าสามารถดำเนินการได้ทุกเรื่องอยู่แล้วไม่ใช่จะสั่งการไม่ได้ เพราะในในรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ระบุข้อห้ามว่า1.ไม่กระทำการอันเป็นการใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากกกต. 2.ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากกกต.ก่อน 3.ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อครม.ชุดต่อไป และ 4.ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง ” นายอภิชาติ กล่าว
ขณะที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า นักการเมืองถือเป็นอาชีพหนึ่งซึ่งเป็นอาชีพที่มีอิทธิพล สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งและการเลือกตั้งก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ประกอบไปด้วยนักการเมืองและกกต. ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องทำงานร่วมกัน มีความสัมพันธ์ที่แยกออกจากกันไม่ได้ เมื่อมีการเลือกตั้งนักการเมืองก็ต้องไปสมัครลงรับเลือกตั้งโดยจะต้องเป็นผู้ที่มีสังกัดพรรค อยากให้ทุกฝ่ายไม่มีความขัดแย้งเพราะทุกคนไม่ต้องการที่จะให้มีเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นมา ดังนั้นการจับมือของพรรคการเมืองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่หากมีความแตกแยกหรือขัดแย้งเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ก็อาจเกิดขึ้นได้ และกกต.เองก็ไม่ต้องการที่จะหมดอาชีพนี้ไปด้วย ดังนั้นทุกคนจะต้องทำให้เกิดความสมานฉันท์ไม่ให้การเมืองสะดุดลง แม้ว่าจะมีกฎเกณฑ์บางเรื่องที่ดูเหมือนว่าจะทำยากก็อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อให้เดินไปด้วยกันได้ ไม่ว่าพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่จะต้องไม่เกิดการแตกแยก
“ประพันธ์ ”ระบุกกต.พร้อมจัดการเลือกตั้ง
นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า วันนี้ว่า กกต.ได้เชิญตัวแทนพรรคการเมืองจำนวน 56 พรรค มาหารือเพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างเรียบร้อย โดยประเด็นที่จะหารือในวันนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งส.ส. ซึ่งเดิมกำหนดไว้ 1.5 ล้านบาทต่อคน โดยในวันนี้จะพูดคุยเพื่อกำหนดว่าจะปรับเพิ่ม หรือลดลง รวมทั้งเรื่องการนำสถาบันมาใช้ในการหาเสียง และการจัดเวทีกลาง เนื่องจากการจัดเวทีกลางก่อนหน้านี้ที่จัดเขตละ 2 ครั้ง ไม่มีประชาชนมาร่วมรับฟัง ในวันนี้จึงจะขอหารือกับหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค เพื่อลดการจัดเวทีกลางให้เหลือเขตเลือกตั้งเพียงเขตละ 1 ครั้ง รวมทั้งขอให้พรรคการเมืองไปตรวจสอบว่าสมาชิกพรรคของตนเองลงทะเบียนสังกัดพรรคกาเมืองเรียบร้อยหรือไม่ เพื่อไม่ให้มีการตกหล่นของรายชื่อ
ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมครั้งนี้จะให้พรรคการเมืองลงสัตยาบันเพื่อให้การเลือกตั้งเกิดความสมานฉันท์หรือไม่ นายประพันธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้จะมีการหารือกันว่าจะทำร่วมกันหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงในระหว่างการหาเสียง และให้มีการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีมวลชนมาปิดล้อม ซึ่งจากการเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ผ่านมาก็ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งการประชุมพรรคการเมืองลักษณะเช่นนี้ก็ประสบความสำเร็จมาแล้ว ที่จัดการประชุมกรรมการบริหารพรรคในปี 2550
เมื่อถามถึงการที่นำข้อบังคับเรื่องการนำสถาบันมาใช้ในการหาเสียงไปไว้ในหมวดข้อควรปฏิบัติแทนข้อห้าม นายประพันธ์ กล่าวว่า ข้อบังคับดังกล่าวได้ผ่านมติของกกต. แล้ว แต่คงต้องนำเรื่องนี้มาหารือกับตัวแทนพรรคการเมืองอีกครั้ง และจะรับฟังความคิดเห็นของตัวแทนพรรคการเมือง
นายประพันธ์ กล่าวว่า ส่วนการเตรียมการเลือกตั้งของ กกต. ก็พร้อมที่จะจัดการเลือกตั้ง หากนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา ซึ่งหากนายกฯ ประกาศยุบสภาในวันที่ 6 พ.ค. กกต. ก็จะมีห้วงเวลาในการจัดการเลือกตั้ง 2 วัน คือ 26 มิ.ย. และ 3 ก.ค. แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูวันยุบสภาที่แน่นอนก่อน ส่วนจะต้องรอศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่นั้น วันนี้ทางศาลรัฐธรรมนูญก็จะพิจารณาว่าจะรับเรื่องไว้ตีความหรือไม่ แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับ เปลี่ยนแปลงจากเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุว่าพรรคเพื่อไทยมีพฤติกรรมสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองทางกกต.จะตรวจสอบเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายประพันธ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวต้องพิจารณาตามความเป็นจริง หากมีเรื่องร้องเรียนเข้ามา กกต.ก็จะพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครร้องเรียนเข้ามา
ผู้สื่อข่าวรายงาน นอกจากนี้ทางบริเวณด้านหน้าสถานที่จัดงานดังกล่าวของกกต. ได้มีตัวแทนเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น ประมาณ 30 คน มายื่นหนังสือต่อตัวแทนพรรคการเมือง เรียกร้องให้ส.ส.ทุกคนเข้าประชุมสภาฯในวันที่ 4 พ.ค. นี้ เพื่อพิจารณาเห็นชอบร่างพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. ... ในวาระที่ 2 และ 3 ให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการยุบสภาตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้
นอกจากนี้ในเวลา 13.30 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะประชุม โดยมีวาระเรื่องการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับ ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้หาก ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับผ่านขั้นตอนศาลรัฐธรรมนูญ ก็เหลือแต่การส่งทูลเกล้าฯ เพื่อ โปรดเกล้าฯ ลงมาเท่านั้น และกฎหมายก็สามารถบังคับใช้ได้
ผบช.ภ.3สั่งตำรวจ8จว.อีสานกวาดล้างซุ้มมือปืน
พล.ต.ท.เดชาวัต รามสมภพ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เปิดเผยถึงการดูแลทรัพย์สินของประชาชนที่อพยพหนีเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับฝ่ายกัมพูชาตามแนวชายแดนด้านจ.สุรินทร์ บุรีรัมย์และศรีสะเกษว่า สถานการณ์ในช่วงนี้มีทหารดูแลพื้นที่ตามแนวชายแดนเป็นหลักในส่วนตำรวจภูธรภาค 3 ได้เข้าไปเฝ้าระวังในพื้นที่ที่ประชาชนอพยพออกมาอยู่นอกหมู่บ้านร่วมกับ อพปร.และชรบ.เพื่อป้องกันเหตุโจรกรรมทรัพย์สินเป็นการซ้ำเติมชาวบ้านที่กำลังได้รับความเดือดร้อน โดยมีตำรวจเป็นหัวหน้าชุดและมีอาสาสมัคร ชรบ.และอพปร.โดยอาสมัครเหล่านี้จะมีอาวุธปืนลูกซองยาวประจำกายเพื่อป้องกันเหตุหมู่บ้านละ 30-40 คน และขณะนี้ตำรวจในพื้นที่จ.สุรินทร์ , บุรีรัมย์และจ.ศรีสะเกษ ทุกอำเภอได้ระดมกำลังเข้าไปดูแลหมู่บ้านที่ประชาชนอพยพและจำนวนตำรวจยังเพียงพอสามารถดูแลสถานการณ์ได้โดยยังไม่ได้มีการร้องขอกำลังตำรวจจากจังหวัดอื่นเข้าไปเสริมแต่อย่างใด
พล.ต.ท.เดชาวัต กล่าวถึงการกวาดล้างอาชญากรรมและซุ้มมือปืนในพื้นที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดอีสานตอนล่าง ประกอบด้วย จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญและยโสธรก่อนถึงช่วงยุบสภาและการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีขึ้นในเร็วๆนี้ว่า ตนได้สั่งการให้ตำรวจภูธรทั้ง 8 จว.ระดมกำลังกวาดล้างเกี่ยวกับเรื่องอาวุธปืน อาวุธสงครามและวัตถุระเบิดรวมทั้งตรวจสอบผู้ที่มีบัญชีหมายจับต่างๆโดยเฉพาะบุคคลที่ใช้อาวุธปืนฆ่าและพยายามฆ่าในคดีค้างเก่าและคดีที่มีหมายจับอยู่แล้ว
นอกจากนี้ยังทำการระดมกวาดล้างยาเสพติดควบคู่กันไปด้วย ซึ่งตำรวจภูธรภาค 3 ได้ดำเนินการตั้งแต่เนิ่นๆ เเละขณะนี้ใน 8 จว.อีสานตอนล่างก็ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุหรือบ่งชี้ว่าจะเกิดความรุนแรงในการหาเสียงเลือกตั้งแต่อย่างใดและตำรวจภูรภาค 3 ก็ไม่ได้จับตาจังหวัดใดเป็นพิเศษยังคงให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ไปตามเเผนที่ตำรวจภูธรภาค 3 วางเอาไว้และมีการประสานทางด้านการข่าวกับหน่วยงานอื่นๆอย่างใกล้ชิด ในส่วนของซุ้มมือปืนในอีสานตอนล่างที่มีหมายจับขณะนี้มีจำนวน 5 คน ซึ่งทุกคนหลบหนีไปอยู่นอกพื้นที่โดย 3 คน ไปอยู่ต่างจังหวัด ส่วนอีก 2 คน หลบหนีไปต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ตำรวจภูธรภาค 3 กำลังติดตามตัวอยู่



