
ต้องเปิด HOTLINEระหว่างกรุงเทพฯกับพนมเปญโดยด่วน!
เป็นเรื่องน่าแปลกใจอย่างยิ่งว่าทำไมนายกฯ ไทยกับกัมพูชาจึงไม่ยกหูโทรศัพท์ถึงกันทั้งๆ การปะทะตรงชายแดนล่วงเข้ามาวันที่ 10 แล้ว?
แม้ฮุน เซนจะพูดทำนองว่าจะพบกับอภิสิทธิ์ที่จาการ์ตาช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนระหว่างวันที่ 7-8 พฤษภาคม แต่ก็ยังไม่มีอะไรแน่นอน และนายกฯ ไทยก็บอกทำนองว่ายังไม่มีการนัดหมายกัน
การพบปะระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของสองชาติก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเกิดขึ้นในเร็ววัน ขณะที่ในระดับท้องถิ่นนั้น นายทหารไทยและกัมพูชาบอกว่าได้คุยกันแล้ว แต่ก็ยังมีการยิงใส่กัน "ประปราย"...เหตุผลที่นายทหารไทยบอกก็คือว่าฝ่ายทหารเขมรในระดับท้องที่บอกว่ามี "ทหารนอกแถว" บางคนไม่มีวินัย ยิงใส่ทหารไทยทั้งๆ ที่ได้รับคำสั่งให้หยุดการปะทะกัน
ฟังดูแปลกๆ ไปหมดในทุกระดับ เพราะกัมพูชาไม่ต้องการจะสงบศึก หากแต่ต้องการจะทำศึกทั้งด้านชายแดนและทางการทูตและการเมืองพร้อมๆ กันไป ด้วยการส่งเรื่องให้ศาลโลกตีความมติเดิมเรื่องเขาพระวิหารทั้งๆ ที่สถานการณ์ชายแดนยังไม่สงบเลยแม้แต่น้อย
หากสัปดาห์หน้า นายกฯ อภิสิทธิ์ยุบสภา บรรยากาศหาเสียงเริ่มในไทย อำนาจต่อรองของรัฐบาลรักษาการของไทยก็ยิ่งจะอ่อนแอลงไปอีก ขณะที่ฮุน เซนก็จะหาเสียงเหมือนกัน แต่หาเสียงกับประชาคมโลกเพื่อรุกหนักขึ้นในเวทีระหว่างประเทศเพื่อให้ภาพลักษณ์ของไทยย่ำแย่ลงไปอีก
จึงเป็นภารกิจของนายกฯ อภิสิทธิ์ที่จะต้องแสดงภาวะผู้นำด้วยการแสดงให้ชาวโลกเห็นว่าไทยพร้อมจะเจรจายุติการสู้รบเพื่อไม่ให้ชาวบ้านทั้งสองฝ่ายตรงชายแดนต้องเดือดร้อนมากกว่านี้
การเปิดฮอตไลน์ ระหว่างกรุงเทพฯ กับพนมเปญในระดับผู้นำไม่ใช่เรื่องเสียหน้าของฝ่ายใด ตรงกันข้ามจะเป็นการยืนยันความเป็นภาวะผู้นำของฝ่ายไทยหากจะริเริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ "ทวิภาคี" หรือ "ไตรภาคี" หรือ "พหุภาคี" ก็ตาม
จะรอให้ถึงประชุมสุดยอดอาเซียนวันที่ 7 พฤษภาคมก็สายไป ยิ่งรอให้ยุบสภาไทยและบรรยากาศสาละวนกับการหาเสียงก็ยิ่งจะชุลมุนมากขึ้น
ฝ่ายทหารที่ไม่ต้องหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ต้องคอยดูผลทางการเมือง จะต้องเปิดฮอตไลน์กับผู้นำทหารกัมพูชาเพื่อให้การ "หยุดยิง" มีผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง
สุทธิชัย หยุ่น



