
ภาคธุรกิจชี้จุดเด่น-ด้อยกับ2ทางเลือกนโยบายสินค้าเกษตร
กระแสการเลือกตั้งใหญ่ที่ใกล้เข้ามานั้น เริ่มคึกคักมากขึ้น หลังจากพรรคการเมืองต่างประกาศนโยบายหาเสียงของตนเอง ซึ่งมีทั้งคล้ายคลึงและแตกต่าง ส่วนนโยบายที่เห็นถึงข้อแตกต่างได้อย่างชัดเจนเรื่องหนึ่งคือ ด้านการดูแลสินค้าเกษตร อาจเป็นนโยบายที่ทำให้ประชาชนส่วนห
"คม ชัด ลึก" สำรวจแนวคิด ข้อดี-เสียจากทั้งนักวิชาการ และภาคธุรกิจ พบว่า ไม่ว่าจะเป็นนโยบายใดก็ยังไม่สมบูรณ์พร้อม ยังต้องแก้ไขจุดด้อยที่เกิดขึ้น แต่ก็ค่อนข้างหนุนการใช้นโยบายประกันรายได้เกษตรกรต่อไป
แนะอัดงบกระตุ้นผลผลิตเกษตร
"ปราโมทย์ วานิชานนท์" นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย ทั้งยังรั้งตำแหน่งกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) กล่าวว่า ขณะนี้พบว่าจุดอ่อนของนโยบายประกันรายได้เกษตรกรอยู่ที่การใช้เงินงบประมาณเพิ่มมากขึ้น คือเมื่อประกาศใช้นโยบายครั้งแรก ราคาข้าวในตลาดโลกยังสูงอยู่มาก และราคาประกันอยู่ที่ตันละ 1 หมื่นบาท ทำให้การจ่ายส่วนต่างให้เกษตรกรยังน้อย แต่ระยะหลังมานี้ราคาข้าวในตลาดลดลง การจ่ายส่วนต่างจากราคาประกันเพิ่มขึ้นถึงตันละ 2,800 บาท ตัวเลขงบประมาณที่ต้องจ่ายจึงเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายที่ตั้งไว้
อีกทั้งการเพิ่มราคาประกันจากตันละ 1 หมื่นบาท เป็น 1.1 หมื่นบาท ทำให้ปี 2554 รัฐจะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 6.5 หมื่นล้านบาทเป็นอย่างต่ำ จึงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้องหรือไม่กับการใช้เงินอย่างมหาศาล และเมื่อเทียบกับตัวเลขส่งออกที่ระดับ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กับการใช้เงินอุดหนุนในการประกันรายได้คิดเป็นประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็เท่ากับ 38% ของการส่งออก หรือ 1 ใน 3 ของรายได้ที่เข้าประเทศ
อย่างไรก็ตาม การประกันรายได้มีข้อดีตรงที่ไม่ไปแตะต้องกลไกตลาด จึงเกิดคำถามว่า ถึงเวลาที่จะมีการทบทวนนโยบายนี้หรือไม่ การที่รัฐบาลจะประกันรายได้อย่างเดียวคงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว รัฐบาลควรต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาเสริม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเสถียรภาพราคาตลาด รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และต้นทุนการผลิต แต่หากยังคงใช้เงินมากขึ้นๆ โดยเงินบางส่วนไม่ได้ถูกกันมาใช้ในการพัฒนาด้านการผลิตเพื่อให้เกษตรกรอยู่ต่อไปได้ในเรื่องต้นทุนและไม่เรียกร้องเรื่องราคามากนัก เพราะไม่ว่าราคาจะเป็นเท่าไรแต่หากต้นทุนสูงก็จะไม่เกิดผลอะไร
ปราโมทย์ กล่าวว่า แต่หากรัฐบาลกลับมาใช้นโยบายรับจำนำสินค้าเกษตรอีกครั้ง ก็จะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ข้าวของประเทศ แม้คิดว่าจะใช้เงินน้อยกว่า แต่ก็เป็นการทำลายกลไกตลาดทั้งหมด เป็นการทำลายอนาคตข้าวของประเทศ เพราะการตั้งราคาจำนำสูงกว่าตลาดถึง 30% อย่างที่ผ่านมา จะทำให้รัฐเป็นผู้ซื้อเพียงรายเดียวและต้องซื้อข้าวเข้าโกดัง
เช่น หากรัฐรับซื้อข้าวในราคาตันละ 1.4 หมื่นบาท จากราคาข้าวปัจจุบันที่ 8,100 บาท รัฐจะเป็นผู้ซื้อข้าวเพียงรายเดียวเข้าโกดัง และต้องขายให้ผู้ส่งออก แต่ผู้ส่งออกจะไม่สามารถซื้อเพื่อส่งออกได้ เพราะหากซื้อที่ราคาตันละ 1.4 หมื่นบาท เท่ากับราคา 800 เหรียญ จะมาขายในตลาด 480 เหรียญ จึงเป็นไปไม่ได้เลย นอกเสียจากจะซื้อข้าวจากรัฐในราคา 400 เหรียญ เพื่อขาย 450 เหรียญ ซึ่งจะทำให้รัฐขาดทุนมาก
"เรื่องขาดทุนนั้น ผมไม่ยึดติดกับตัวเลขเท่าไรนัก แต่ที่กำลังจะดูต่อไปคือ การรับจำนำจะเป็นนโยบายที่กลไกตลาดถูกทำลาย และการฟื้นตัวจะทำได้ยาก จึงไม่เห็นด้วยกับการจำนำ แต่เห็นด้วยกับการประกันรายได้ เพราะหลักการดี แต่ก็ไม่ใช่เห็นด้วยทั้งหมด เพราะหากจะประกันรายได้เกษตรกรต่อไป รัฐก็จะต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาเสริมด้วย ซึ่งอาจจะใช้งบปีละ 5,000 ล้านบาท เพื่อมากระตุ้นการผลิตภาคเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หากมีการพูดถึงเรื่องนี้ ถึงจะเรียกว่ามีวิสัยทัศน์ที่ดี" ปราโมทย์กล่าว
ปราโมทย์กล่าวว่า แต่จากการคลุกคลีกับนักการเมืองมากว่า 15 ปีนั้น ยังไม่เคยเห็นว่ามีนักการเมืองที่สนใจจะคิดอย่างที่ตนพูดถึง ซึ่งแบบที่พูดถึงนี้ไม่ใช่ความคิดส่วนตัว แต่เป็นความคิดของทุกคนที่คิดว่า ถ้าเขาจะพัฒนาเรื่องข้าวของประเทศจะไปในทิศทางไหน จะพัฒนาอย่างไร เขาก็จะคิดเหมือนกัน หากนักการเมืองคิดอย่างนี้ได้และประกาศให้เป็นพันธสัญญาเสียและทำ ก็จะเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ
ผสาน2จุดเด่นสร้างอำนาจต่อรอง
ด้าน "สุเมธ เหล่าโมราพร" ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า การประกันรายได้เป็นการจ่ายรายได้ทดแทน แต่ไม่ได้บอกราคาขั้นต่ำว่าเป็นเท่าไร โดยปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ส่วนการจำนำ รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงอย่างเต็มตัว เป็นวิธีการดึงผลผลิตข้าวออกจากระบบในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวและใช้ราคานำตลาด โดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ
อีกข้อแตกต่างคือ การจำนำ มีความเชื่อว่าไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ด้วยส่วนแบ่งตลาด 30% น่าจะกำหนดราคาข้าวได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะต้องเก็บสต็อกข้าวเอาไว้ ก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อราคาข้าวขึ้นสต็อกที่เก็บไว้ก็จะเป็นทรัพย์สินของประเทศ แต่ก็ต้องมีภาระในการจัดเก็บซึ่งรัฐเป็นคนรับภาระส่วนนี้
โดยทั้งสองนโยบายนี้ต้องใช้เงินเหมือนกัน ส่วนเรื่องไม่ชอบมาพากลก็เกิดขึ้น เช่นการขึ้นทะเบียนเกษตรกรในโครงการประกันรายได้ แต่ปลูกจริงไม่จริงไม่รู้ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เพาะปลูกเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยที่ผิดปกติ เพราะการจ่ายเงินเป็นการจ่ายจากการแจ้งที่ไม่ได้มีผลผลิตจริง ส่วนการจำนำนั้นมีผลผลิตจริง แต่มีจุดรั่วไหลก็คือการสวมสิทธิ์ ทะเบียนผี เป็นต้น
"ทั้งสองนโยบายมีดีและไม่ดีทั้งคู่ จึงต้องเอาจุดเด่นมารวมกัน ไอเดียของผมก็คือ นำ 2 นโยบายมาประสานกัน โดยประกันรายได้เกษตรกร แต่ควรมีราคาขั้นต่ำมาช่วยเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้ชาวนา ด้วยการเสริมโครงการพยุงราคาขั้นต่ำ ส่วนเรื่องราคาอาจจะไม่จำเป็นต้องนำตลาดมากนักก็ได้ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (เอเฟท) พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อช่วยในการพัฒนาสินค้าเกษตร" สุเมธ กล่าวพร้อมอธิบายต่อว่า
การกำหนดราคาขั้นต่ำมาเป็นตัวช่วยนั้น เพราะชาวนาไม่มีอำนาจในการต่อรอง หากมีความเข้มแข็งเขาก็ทำเองได้ เช่น ข้าวเหนียว ซึ่งปกติจะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน 9 เดือน 10 ตอนนี้ราคาอยู่ที่กิโกกรัมละ 29-30 บาท และราคาก็ไม่ลดลง เนื่องจากใน 1 ปีผลผลิตข้าวเหนียวจะอยู่ที่ 5 ล้านตัน เกษตรกรจะเก็บกินเอง 3 ล้านตัน โดยเก็บไว้ในยุ้งฉางขนาดเล็ก และขาย 2 ล้านตัน ทำให้สินค้าลดน้อยลง จึงเป็นเหตุให้ราคาไม่ตก แต่เมื่อเทียบกับข้าวขาวจำเป็นจะต้องเกี่ยวสด และต้องเร่งขายทันที จึงส่งผลต่อราคาให้ปรับลดลง ดังนั้นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวขาวก็จะต้องให้มีระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็ง สร้างอำนาจในการต่อรอง
หนุนประกันรายได้ไม่บิดเบือนตลาด
ส่วน "ชูเกียรติ โอภาสวงศ์" นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย แสดงความเห็นว่า ทั้งสองมาตรการมีแนวคิดที่ดีในการช่วยเหลือเกษตรกร แต่ประเด็นสำคัญคือ หากมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง กลไกตลาดจะถูกบิดเบือน ซึ่งหากให้เลือกระหว่างการประกันรายได้ หรือจำนำ คิดว่าผู้ค้าส่วนใหญ่ยังชอบเรื่องประกันรายได้มากกว่า เพราะเป็นวิธีการช่วยเหลือเกษตรกรโดยไม่บิดเบือนกลไกตลาด โดยตลาดยังขับเคลื่อนไปเองด้วยอุปสงค์และอุปทาน
ทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ แต่ละปีจะต้องส่งออกราว 10 ล้านตัน แต่หากตลาดถูกบิดเบือนจะทำให้การส่งออกทำได้ยากมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่เห็นอยู่ว่าประเทศเพื่อนบ้านทั้งเวียดนาม กัมพูชา และพม่า มีความตื่นตัวในเรื่องการผลิตข้าวเพื่อการส่งออกมากขึ้น โดยทั้ง 3 ประเทศมีต้นทุนในการผลิตต่ำกว่าไทย หากประเทศไทยดันราคาข้าวสูงเกินไปก็จะลำบาก คือการที่บางพรรคการเมืองบอกว่าจะรับจำนำข้าวในราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท แสดงว่าจะต้องขายข้าวขาว 5% ในราคาตันละ 850 เหรียญสหรัฐ ซึ่งในฐานะผู้ค้าสามารถบอกได้เลยว่าจะไม่สามารถขายข้าวได้เลย และไม่มีปัญญาจะขาย เพราะข้าวเวียดนามเขาขายอยู่ที่ตันละ 400 กว่าเหรียญเท่านั้น
ตัวอย่างที่จะเห็นได้ชัดถึงปัญหาความแตกต่างด้านราคาข้าวของไทยที่แพงกว่า คือข้าวหอมมะลิ ซึ่งปัจจุบันพบว่าสัดส่วนตลาดในการส่งออกข้าวหอมมะลิของไทยลดลงไปเรื่อยๆ โดยพบว่า 3 เดือนแรกของปีนี้ลดลงไปแล้วประมาณ 12% ขณะที่สัดส่วนการส่งออกข้าวหอมมะลิของเวียดนามเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากตลาดฮ่องกง พบว่าเมื่อ 3 ปีก่อนเวียดนามส่งข้าวไปด้วยสัดส่วนตลาดเพียง 0.5% แต่เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา สัดส่วนตลาดเพิ่มขึ้นมาเป็น 20% และ 3 เดือนแรกของปีนี้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาเป็น 35% แล้ว แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนตลาดข้าวหอมมะลิของไทยหดหายไปเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากราคาที่แพงกว่า
"แต่หากเป็นนโยบายรับจำนำในราคาตลาด หรือสูงกว่าราคาตลาดบ้างเล็กน้อย 10% ก็ยังเป็นที่ยอมรับได้ แต่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในการสกัดข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่จะไหลเข้ามาอย่างมหาศาล ซึ่งผมไม่มีความมั่นใจในเรื่องนี้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศเพื่อบ้านเราปลูกข้าวกันมากขึ้น ถ้าเราไปสร้างราคาที่สูง ก็เชื่อว่าจะมีข้าวไหลเข้ามาเป็นล้านล้านตัน เพื่อมากินส่วนต่าง เปรียบเทียบกันการประกันรายได้ ไม่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง คือจ่ายเงินให้เกษตรกรไปก็จบ ส่วนจำนำเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ท้ายที่สุดรัฐจะเข้ามารับภาระมากกว่าความเป็นจริงที่เราคาดไว้" ชูเกียรติกล่าว
นอกจากนี้ ข้อเสียของการจำนำอีกอย่างคือ รัฐจะต้องมีภาระในการเก็บรักษาข้าว และเมื่อนำออกมาขาย ก็ไม่เคยเห็นว่าการขายข้าวสต็อกรัฐครั้งใดที่จะขาวสะอาด ถือเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่นได้มากกว่าการประกันรายได้ ที่อาจจะมีบางส่วนที่เป็นข้อเสีย คือการแจ้งพื้นที่ แต่ก็ยังสามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง แต่การจำนำเป็นอะไรที่น่าสะพรึงกลัว ส่วนเงินที่ใช้อาจจะพอๆ กัน ซึ่งคนที่สนับสนุนการจำนำจะบอกว่าดีกว่า เพราะอย่างน้อยรัฐมีข้าวไว้ในมือสามารถขายทำกำไรในภาพหน้า แต่ตัวเองก็ยังไม่เคยเห็นเลยว่าจะมีกำไรสักครั้ง
อย่างไรก็ตาม คงแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน อยู่ที่นโยบายของแต่ละพรรค แต่ถ้าดูในเรื่องการค้าขายทั้งระบบนั้น การประกันรายได้จะดีกว่า แต่ถ้าดูในเรื่องการเมืองที่ต้องการให้ราคาภายในแพง ก็จะเห็นว่าการรับจำนำจะดีกว่า ซึ่งคิดว่าดีกับการเมืองแต่ภาระอันใหญ่หลวงจะตกที่ภาครัฐและภาษีของประชาชน



