ข่าว

 หั่นเบี้ยประกันภัยข้าวเหลือ130บาทรอ"ไตรรงค์"เคาะเร่งดันเข้าครม.ภายในสัปดาห์นี้

หั่นเบี้ยประกันภัยข้าวเหลือ130บาทรอ"ไตรรงค์"เคาะเร่งดันเข้าครม.ภายในสัปดาห์นี้

02 พ.ค. 2554

คลังเสนอ ”ไตรรงค์” เคาะค่าเบี้ยประกันภัยข้าวลงเหลือ 130 บาทต่อไร่ รัฐ-เกษตรกรรับภาระคนละครึ่ง เร่งดันเข้า ครม.ให้ทันสัปดาห์นี้ หลังเจรจาเอกชนสำเร็จ นำพื้นที่เพาะปลูกเข้าโครงการทั้งหมด 57 ล้านไร่ ด้าน ธ.ก.ส.เล็งลดดอกเบี้ยจูงใจ

 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สศค.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปแนวทางการจัดทำโครงการประกันภัยพืชผลเสนอให้นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาแล้ว โดยคาดว่าน่าจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ได้หารือกับสมาคมประกันภัยเรียบร้อยแล้ว และบริษัทประกันภัยเอกชนพร้อมเข้ามาร่วมดำเนินโครงการดังกล่าว โดยการคิดเบี้ยประกันภัยต่ำว่า 140 บาท

 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า คณะกรรมการกำหนดการคิดค่าเบี้ยประกันภัยที่ 130 บาทต่อไร่ โดยเสนอว่ารัฐและเกษตรกรจะเป็นผู้รับภาระคนละครึ่งส่วน ธ.ก.ส.จะเข้ามาช่วยโดยการลดอัตราดอกเบี้ยให้เพื่อให้เกษตรกรมีเงินเหลือจ่ายค่าเบี้ยประกัน ส่วนการเข้าร่วมโครงการนั้น ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะ ธ.ก.ส.มีบัญชีรายชื่อเกษตรกรทั้ง 100% เพราะส่วนใหญ่เข้าโครงการประกันรายได้ทั้งหมดอยู่แล้ว จึงน่าจะเดินหน้าโครงการได้ทันที

 สำหรับข้อสรุปของคณะกรรมการพิจารณากรอบแนวทางการประกันภัยพืชผล ซึ่งมี สศค.เป็นเลขานุการได้ข้อสรุปในส่วนของรูปแบบการรับประกัน จะให้เอกชนเป็นผู้รับประกันภัย โดยมีเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ เป็นผู้เอาประกันภัย โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ถือกรมธรรม์ และเป็นตัวกลางในการรับเบี้ยประกันภัยจากเกษตรกร ส่งต่อให้กับบริษัทประกันภัย ตลอดจนรับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยมาจ่ายให้เกษตรกร

 ส่วนแนวทางการสร้างแรงจูงในให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการนั้น จะให้ ธ.ก.ส. แบ่งเบาภาระทางการเงินของเกษตรกร โดยขยายวงเงินสินเชื่อให้ครอบคลุมค่าเบี้ยประกันภัย และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ตลอดจนนำโครงการประกันภัยข้าวนาปีผูกกับโครงการประกันรายได้เกษตรกรด้วย โดย ธ.ก.ส.จะช่วยโดยการลดดอกเบี้ยให้ เพราะเมื่อลูกค้าทำประกันภัย จะทำให้เงินกู้มีความมั่นคงขึ้นซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเกษตรกรและกับธนาคาร

 “หลักการอื่นๆ ยังเหมือนเดิม โดยส่วนของลูกค้าที่กู้เงินจากธ.ก.ส.ประมาณ 37 ล้านไร่ หรือ 60% ของพื้นที่นาข้าวทั้งหมดนั้น น่าจะเข้าโครงการอยู่แล้วเพราะต่อไปเงินกู้จะผูกติดกับการทำประกันภัยด้วย ส่วนที่เหลือก็แล้วแต่ความสมัครใจจะเข้าโครงการหรือไม่ ซึ่งธ.ก.ส.อาจมีการจูงใจให้เข้าโดยลดดอกเบี้ยให้เป็นต้น แต่หากเกษตรกรไม่เข้าโครงการรัฐก็จะเป็นผู้จ่ายค่าเบี้ยเอง ซึ่งส่วนนี้ต้องขออนุมัติงบจากรัฐบาลด้วย คาดจะใช้เงินกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี” นายกฤษฎากล่าว