
กรรมของกู
มีคนบอกกับผมว่า คนไทยทุกวันนี้ให้ความสนใจเรื่องกรรมกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องกรรมเก่าของตนเองในชาติปางก่อน ซึ่งเมื่อรู้แล้วก็หาวิธีที่จะถ่ายถอนผ่อนปรนเก่ากรรม ด้วยความเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตในชาตินี้ดีขึ้น
เรื่องแบบนี้ ก็คงเป็นความคิดความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งหากกรรมวิธีในการแก้กรรมไม่ใช่เรื่องที่พิลึกพิเรนทร์จนเกินไปหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น ก็คงไม่มีใครใส่ใจมากนัก ด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของคนคนนั้น หรือถือคติว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” แต่อย่างไรก็ตาม แม้พุทธศาสนาจะพูดถึงเรื่องกฎแห่งกรรม แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการกล่าวถึงการแก้กรรม และถ้าคิดแบบคนสมัยใหม่ ก็ต้องว่า กรรม คือการกระทำ และผลจากการกระทำย่อมบังเกิดแก่ผู้กระทำสิ่งนั้นๆ เช่นคนที่ปลูกมะม่วงก็ย่อมจะได้กินผลมะม่วง แต่มะม่วงจะเปรี้ยว จะหวาน หรือจะมัน ย่อมขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่นำมาเพาะ มะม่วงจะมีผลใหญ่หรือเล็ก ดกหรือไม่ดก ก็อยู่ที่การดูแลเอาใจใส่ รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ดังนั้น การกระทำอย่างเดียวกัน บางทีจึงให้ผลที่ช้า-เร็ว หรือดี-ด้อย เช่นเดียวกับการปลูกมะม่วง แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งมั่นใจได้แน่ก็คือ เมื่อปลูกมะม่วงแล้ว ย่อมจะต้องได้กินมะม่วง ไม่มีทางที่มะม่วงจะออกลูกเป็นมะพร้าว หรือมะละกอ เป็นอันขาด
และสิ่งที่น่าคิดอีกประการหนึ่งก็คือ หากเชื่อเรื่องกรรมหรือผลของกรรมแล้ว สิ่งที่ควรทำยิ่งกว่าการแก้กรรมเก่าในชาติก่อน ก็คือการไม่ก่อกรรมใหม่ในชาตินี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำง่ายกว่าและเห็นผลได้จริงจังกว่า ตัวอย่างเช่น ถ้าไม่อยากลำบากยากจนก็ต้องตั้งใจทำงาน อดออม และใช้เงินอย่างมีวินัย ถ้าไม่อยากเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ต้องหมั่นดูแลสุขภาพ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ และกรรมที่เกิดกับตัวเราส่วนใหญ่นั้นเกิดขึ้นจากการที่เราทำตัวของตัวเอง อย่างคนที่กินเหล้า เล่นการพนัน หรือหมกมุ่นในเรื่องชู้สาว ก็คงจะหนีกรรมในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ การเป็นหนี้เป็นสิน หรือความเดือดเนื้อร้อนใจ ไปได้ยาก ซึ่งวิธีที่จะพ้นกรรมอย่างง่ายที่สุด ก็คือการปฏิบัติตามศีลห้า ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้เมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน โดยไม่จำเป็นต้องไปดิ้นรนให้ใครช่วยแก้กรรมให้หรอกครับ เพราะศีลทุกข้อนั้นคือแนวทางของการพ้นทุกข์และไม่ข้องแวะกับเวรกรรมใดๆ ถ้าไม่เชื่อก็ลองปฏิบัติดูซิครับ แล้วจะพบว่าคุณมีความสุขกายสบายใจขึ้นอีกมากมายทีเดียว
เมื่อพูดถึงเรื่องกรรมแล้ว ก็มักจะมีคนตั้งคำถามอยู่บ่อยๆ ว่า แล้วประเทศไทยของเรามีเวรมีกรรมอะไรถึงได้เป็นเช่นนี้ เรื่องนี้ผมตอบได้เลยว่าประเทศไทยไม่ได้ทำกรรมกับใคร ดังนั้นประเทศไทยจึงไม่มีกรรมใดๆ แต่คนไทยต่างหากครับที่เป็นคนทำ ไอ้เรื่องยุ่งๆ เหยิงๆ ทั้งหมดในบ้านเราเวลานี้ก็เป็นกรรมที่เราร่วมกันก่อขึ้นมาเองทั้งสิ้น ไม่ต่างจากการปลูกมะม่วงที่ผมพูดให้ฟังในตอนต้น และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่มะม่วงออกลูกออกผลแล้ว บังเอิญว่าเม็ดมะม่วงที่เราปลูกไว้ มันเป็นมะม่วงโหลยโท่ย แถมยังขาดการดูแลรักษา มีแต่คนคอยลิดกิ่ง หักก้าน หรือไม่ก็ขูดลำต้นหาเลขเด็ด ผลมะม่วงของเราจึงเล็กลีบ แถมยังเปรี้ยวจี๊ดอีกต่างหาก อย่าว่าแต่คนเลยครับ แม้แต่นกกาก็กินไม่ลง ต้องปล่อยทิ้งไว้จนจวนเจียนจะเน่า แต่ที่น่าสมเพชกว่านั้น ก็คือยังอุตส่าห์มีคนคิดที่จะเอามะม่วงเน่าๆ มาดอง แล้วใส่ขวดใสๆ ปิดฉลากสวยๆ ตบตาชาวบ้านต่อไปอีก
ครับ นี่ก็ใกล้หน้าปลูกมะม่วงอีกแล้ว ถ้าอยากจะแก้กรรมให้ประเทศไทย คนไทยก็ต้องร่วมกันก้าวข้ามอบายและอุบายทั้งปวง พร้อมใจกันไม่กินมะม่วงดองเน่าๆ ขวดนี้ และแสวงหามะม่วงพันธุ์ดีมาปลูกแทน แล้วก็ต้องช่วยกันรดน้ำพรวนดินมากๆ เพื่อมะม่วงดีๆ ของเราจะได้เติบโตอย่างมั่นคงและผลิดอกออกผลให้คนไทยได้ชื่นใจกัน
ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอขอบคุณ คุณวันนัด สรรกุล ที่ส่งหนังสือ “วันนัดที่ไบคัล” บันทึกการเดินทาง 27,878 กิโลเมตร ตามทางรถไฟสายไซบีเรียมาให้อ่าน และขอบคุณ “นายทิวา” สำหรับหนังสือ “ที่เห็นและหายไป” ด้วยครับ