ข่าว

ทร.20ชาติฝึกร่วม"บรรเทาสาธารณภัย"

ทร.20ชาติฝึกร่วม"บรรเทาสาธารณภัย"

02 พ.ค. 2554

ภารกิจของกองทัพสมัยใหม่ทั่วโลก นอกจากจะต้องเตรียมความพร้อมรบตามรูปแบบปกติแล้ว ภารกิจในการ "บรรเทาสาธารณภัย" ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันในภาวะที่โลกกำลังเผชิญภัยธรรมชาติอย่างรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ

 ด้วยเหตุนี้ พล.ร.ท.ชุมนุม อาจวงษ์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 (ผบ.ทรภ.3) ผู้แทนกองทัพเรือไทย และนายวิลเลียม เจ เวสเลย์ ผู้อำนวยการบริหารแผนงานและนโยบาย ผู้แทนกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา จึงได้ร่วมกันเป็นประธานเปิดการฝึกช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย (WPNS HA/DR) ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมเจดับเบิลยู แมริออท จ.ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 25-29 เมษายน 2554

 วัตถุประสงค์ของการฝึกดังกล่าวเป็นการฝึกเพื่อเตรียมการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย ภายใต้กรอบการประชุมกองทัพเรือภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (Western Pacific Naval Symposium Humanitarian Assistance and Disater Relief Workshop : WPNS HA/DR) เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและพัฒนาความร่วมมือในการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย

 ที่มาของการฝึกดังกล่าวมาจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยหรือ "สึนามิ" เมื่อปี 2547 ทำให้กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเสนอแนวคิดว่า ประเทศต่างๆ กำลังเผชิญภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อันจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงทั้งของรัฐ และประชาชน

 ดังนั้น ในการประชุม WPNS ที่ฮาวาย เมื่อปี 2549 จึงทำให้เกิดการฝึกดังกล่าวขึ้น โดยมีประเทศกลุ่มชาติสมาชิก 20 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา ชิลี ฝรั่งเศส อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น กัมพูชา ตองกา มาเลเซีย บรูไน นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี จีน ฟิลิปปินส์ เกาหลี สิงคโปร์ รัสเซีย เวียดนาม ไทย และสหรัฐอเมริกา และกลุ่มชาติสังเกตการณ์อีก 4 ประเทศ คือ อินเดีย เปรู เม็กซิโก และบังกลาเทศ

 ทั้งนี้ ประเทศที่เข้าร่วมฝึกแทบทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ "วงแหวนไฟ" (Ring of Fire) ซึ่งเป็นบริเวณอันตรายที่สามารถเกิดภัยพิบัติรุนแรงได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังมีองค์กรระดับนานาชาติ เช่น องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และอาเซียน เข้าร่วมในการฝึกด้วย

 รูปแบบการฝึกจะแบ่งการทำงานเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1.การเตรียมการก่อนการเคลื่อนย้ายกำลัง 2.การเคลื่อนย้ายกำลังเข้าปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประเทศประสบภัย และ 3.ขั้นตอนการส่งมอบภารกิจคืนแก่ประเทศผู้ประสบภัยพิบัติ

 นายวิลเลียม เจ เวสเลย์ ผู้อำนวยการบริหารแผนงานและนโยบาย ผู้แทนกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา กล่าวถึงที่มาของการฝึกร่วมนี้ว่า จากเหตุสึนามิเมื่อปี ค.ศ.2004 (พ.ศ.2547) เราตระหนักถึงความร้ายแรงของภัยพิบัติที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

 WPNS จึงจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการบรรเทาภัยพิบัติครั้งแรกขึ้นที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย และประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยกองทัพเรือจากชาติสมาชิกให้ความสนใจ และเห็นพ้องต้องกันที่จะมีการฝึกร่วมในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง

 โดยในปีนี้ จ.ภูเก็ต ของประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม เพราะเป็นพื้นที่ที่เคย "ประสบภัยพิบัติจริง" และมีความพร้อมในหลายๆ ด้าน โดยมีองค์การสหประชาชาติ กาชาดสากล ฯลฯ เข้าร่วมประชุมเพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติงานให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 พล.ร.ท.ชุมนุม อาจวงษ์ ผบ.ทรภ.3 ในฐานะเจ้าบ้าน เท้าความถึงความสูญเสียจากคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปี 2547 ว่า ต้องยอมรับว่าคราวที่แล้วเรายังไม่รู้จักสึนามิ จึงทำให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติ และทำให้เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรง

 แต่ในปัจจุบัน พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้แสดงความห่วงใยเรื่องภัยธรรมชาติเป็นอย่างมาก โดยได้มอบให้ทัพเรือภาคดูแลว่า แต่ละพื้นที่ทั้งฝั่งอ่าวไทย และทะเลอันดามัน มีปัญหาแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

 นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ทัพเรือภาคที่ 1-3 ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่นว่าขาดเหลืออะไรและเตรียมแผนรับมือต่างๆ ให้พร้อม เพื่อที่เวลาเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้นมา หากได้มีการวางแนวทางไว้แล้ว การผ่านพ้นอุปสรรคก็จะทำได้ง่ายขึ้น ไม่เกิดความสับสนวุ่นวาย

 “การฝึกครั้งแรกยังเป็นขั้นที่ไม่แน่ใจว่ากองทัพเรือแต่ละชาติควรเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือกันหรือไม่ แต่เมื่อหารือกันแล้วก็ได้ข้อสรุปว่าควรที่จะมีส่วน เพราะกองทัพเรือมียุทโธปกรณ์พร้อม เหมาะสมที่จะเข้าดำเนินการ เข้าถึงพื้นที่ได้ง่าย สามารถลำเลียงสัมภาระได้สะดวก พอถึงการฝึกครั้งที่ 2 ก็มาดูกันว่า แนวทางช่วยเหลือควรเป็นอย่างไร ก่อนจะมาถึงการประชุมครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 ที่จะได้แผนงานออกเป็นเอกสาร ซึ่งทุกประเทศจะยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ เป็นภาระผูกพันร่วมกัน"

 ผบ.ทรภ.3 อธิบายถึงรูปแบบการฝึกในครั้งนี้ว่า จะมีการ "สมมติสถานการณ์" ขึ้นมาว่า แต่ละประเทศเกิดภัยพิบัติ แล้วเรามาร่วมกันหาแนวทางช่วยเหลือ ใครมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร จากจุดนี้จะทำให้เห็นถึงปัญหา และอุปสรรค ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด

 "ความสำเร็จของเอกสารนี้จะสร้างความมั่นใจได้ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงๆ เราจะสามารถรับมือได้อย่างถูกต้อง อย่างทันท่วงที และไม่สับสน ส่วนในอนาคต อาจฝึกปฏิบัติด้วยการจำลองสถานการณ์จริง" ผบ.ทรภ.3 กล่าวทิ้งท้าย


เรื่อง/ภาพ : กอบภัค พรหมเรขา