
ดีเบตนโยบายศก.ปชป.-พท.แข่งขายของ
ถกนโยบายเศรษฐกิจ "ปชป." เน้นภาคเกษตร ท่องเที่ยว โอด เสียงไม่พอทำให้จัดสรรงบประมานยาก ด้าน "เพื่อไทย" เสนอทำค่าเงินอ่อนกระตุ้นเศรษฐกิจ วอนอย่าเลือกพรรคเล็กเพราะเป็นตัวสร้างปัญหาการเมือง นักวิชาการชี้เศรษฐกิจจะเข้มแข็งต้องกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม ติงนโ
(1พ.ค.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้จัดเสวนาโครงการร่วมปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 5 ในหัวข้อ “วิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจ ประชาธิปัตย์ - เพื่อไทย” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นาย กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายเพื่อการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมช.คลัง และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย นาย ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ กรรมการสมัชชาปฏิรูปและประธานคณะกรรมการเครือข่ายผู้ใช้แรงงานเพื่อการปฏิรูป นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายด้านเศรษฐกิจหลายอย่างที่จะเสนอ แต่ทางพรรคคิดว่าเราต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง ดังนั้นเราจะทำเฉพาะสิ่งที่ถนัด เช่นเรื่องของการท่องเที่ยวหรือการเกษตร ส่วนภาคอุตสาหกรรมจะทำเพียงการโปรโมท เพื่อให้เข้ามาลงทุนของธุรกิจ ถ้าเป็นไปได้จะไม่มีการเก็บภาษีแม้แต่บาทเดียวเพื่อขยายการลงทุนเสริมให้ทางภาคแรงงาน เพราะวันนี้ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 206 บาท แม้อีก 10 ปี แนวโน้มค่าแรงคงยังไม่ถึง 300 บาท ดังนั้นสิ่งที่ควรก็น่าจะเป็นการพัฒนาปรับปรุงในสิ่งที่ถนัด อย่างประเทศไทยมีมนต์เสน่ห์ในด้านการท่องเที่ยว หากมองไปทางซ้ายหรือขวาต้องดีกว่านี้ แนวโน้มการเดินทางรถไฟสายพิเศษจากจีนมายังลาวเข้าสู่ประเทศไทยมุ่งสู่มาเลเซียเข้าสิงค์โปร ทางเราต้องให้เขาสามารถเข้ามาประเทศไทย แล้วขอเราเข้าไปประเทศเขาบ้าง
“ผมเชื่อว่า เราต้องหาเงินในสิ่งที่เก่งแล้วทำได้ จะเห็นได้ว่าผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาลช่วงปีแรกคือการสร้างหลักประกันรายได้ของเกษตรกรประชากรทุกคนมีรายได้ต่อครัวเรือนที่สูงขึ้น เราอยากทำทุกอย่างไม่ว่าสร้างบ้านพักให้ตำรวจ ทหารทั่วประเทศหรือแม้แต่โครงการถนนปลอดฝุ่น แต่ความจริงแล้วทำไม่ได้ เพราะมีเงินไม่พอ นอกจากนี้หลายนโยบายที่ทำไม่ได้เกิดจากปัญหามากที่สุดก็เกิดจากการเมือง ” นายกอร์ปศักดิ์กล่าว
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่รู้สึกไม่พอใจคือเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ที่ไม่ได้มีการเรียงลำดับความสำคัญ ซึ่งต้องยอมรับว่า เสียงของเราไม่เพียงพอจึงเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล และสิ่งที่ผิดหวังคือในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีแต่เพิ่มขึ้นไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด รวมถึงเรื่องของการดำเนินการมาตรการเกี่ยวกับภาษีที่ดินที่ดำเนินการออกมาช้าไม่เสร็จสิ้นในรัฐบาลสมัยนี้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วน่าจะสำเร็จก่อนการยุบสภา
ขณะที่นายพิชัย ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจว่า ถ้าประเทศไทยต้องการเติบโตแบบจีนหรืออินเดีย ทางพรรคเพื่อไทยจะเน้นการดูอัตราดอกเบี้ยและอัตตราแลกเปลี่ยนไม่ให้สูงจนเกินไป พรรคเชื่อว่าอัตตราเหล่านี้ต้องไม่สูงจนเกินไป โดยนโยบายหลักของพรรคเคือต้องทำให้ค่าเงินอ่อนแล้วจึงทำให้เศรษฐกิจไทยโตขึ้นได้ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหากประชาชนคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์ทำดีก็ขอให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ต่อไปได้เลย ถ้าไม่มีความสุขขอให้เลือกพรรคเพื่อไทย อย่าได้ไปเลือกพรรคขนาดเล็ก เพราะว่าจะสร้างปัญหาการเมือง ทำให้การเมืองไม่ดีขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ประเทศโตได้อย่างช้าๆ อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทย เชื่อว่า ที่ผ่านมาพรรคทำดีเกินไปทำให้มีบางคนไม่ชอบ
ด้านนายมนตรี กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 2529 ประเทศไทยมีแผนการกระจายรายได้ที่ไม่ดี มุ่งเน้นแต่การเจริญเติบโต ขาดการกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน เหมือนกับลูกบอลที่มุ่งทำให้โตย่อมทำได้ แต่จะมีลักษณะที่บิดเบี้ยว ต่างจากไต้หวันเขากระจายรายได้ค่อนข้างดีเปรียบเหมือนลูกบอลที่โตและกลม นอกจากนี้อยากให้พรรคการเมืองของเราได้มองอเมริกา ยุโรป หรือจีน อินเดีย ที่ภายใน 10 ปีเขาจะเป็นประเทศมหาอำนาจต่อไป
“ผมคิดว่า นโยบายเศรษฐกิจต้องอิงกรอบประเทศเหล่านี้เป็นหลัก ส่วนโครงสร้างต้องใช้เวลาอีกนานนับ 10 ปีจึงเปลี่ยนได้ ประเทศไทยมี 3 ตัวละครที่สำคัญ คือ รัฐบาล ภาคประชาชน และภาคธุรกิจ โดยทุกส่วนต้องเอื้อต่อกัน ดังนั้นอยากให้นโยบายมองเป็นระบบมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นแล้วภาระจะตกไปอยู่ที่บุตรหลานที่เป็นกลุ่มคนเจนเนอเรชั่นรุ่นหลังของเราได้ ” นายมนตรี กล่าว
นายมนตรี กล่าวต่อว่า ตนอยากเห็น ทุกพรรคการเมืองเสนอนโยบายให้ทุกคนไม่ใช่เฉพาะกลุ่ม และกำหนดว่าเป้าหมายเป็นอย่างไร ส่วนนโยบายจะสำเร็จหรือไม่นั้นตนเห็นว่า ทุกอย่างอยู่ที่ความสามารถในการบริหารการจัดการ ไม่ได้อยู่บนกระดาษ
ขณะที่นายธนวรรธน์กล่าวว่านโยบายพรรคการเมืองจะเป็นประชานิยมหรือไม่ ตนเห็นว่าไม่สำคัญ เพียงแต่ให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ระบุไว้ว่า ทรัพยากรมีอยู่จำกัดให้ทุกคนอย่างดีที่สุดในแบบที่ไร้การคอรัปชั่น เพราะหากมีการคอรัปชั่นเยอะจะบั่นทอนประเทศได้ ตนเชื่อว่า พรรคการเมืองทุกพรรคกำลังพยายามตอบโจทย์ประเทศในระยะสั้น แต่ระยะกลางและยาวยังขาดความชัดเจน



