
มทภ.2ชี้หากวันนี้คลี่คลายกลับบ้านได้
แม่ทัพภาคที่ 2 แนะทหารต้องอดทนยิงโต้ตามสมควร ยันยังรักษาที่มั่นไม่เคยเสียเปรียบเขมรถึงแม้เขมรจะยื่นศาลโลกนำไทยไปหลายช่วงตัว คาดอีก 1 วัน หากสถานการณ์คลี่คลายชาวบ้านที่อพยพก็น่าจะกลับเข้าหมู่บ้านได้ ด้าน "นายกฯอภิสิทธิ์" เผยคำร้องที่กัมพูชายื่นต่อศาลโลกยั
เมื่อเวลา 11.45 น.วันที่ 1 พ.ค.54 พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาดีขึ้นเรื่อย ๆ โดย 3 วันมาแล้วที่ไม่มีการใช้ปืนใหญ่ หรือจรวดอะไรต่าง ๆ ทางกองทัพภาคที่ 2 ก็พยายามประสานกับฝ่ายกัมพูชาทุกวัน หากเป็นแบบนี้ก็น่าจะขยับประชาชนได้บางส่วน โดยเฉพาะชาวบ้านที่ไม่ได้อยู่หมู่บ้านประชิดชายแดน น่าจะกลับบ้าได้ภายใน 1-2 วันนี้
ส่วนที่ยังมีการปะทะประปราย เพราะอาจจะทหารกัมพูชาบางส่วนที่ขาดวินัย แต่ก็ต้องยอมรับว่ากลางคืนมองไม่เห็นกัน มีเสียงก๊อกแก๊กก็อาจจะปาระเบิดมา แล้วเราก็สวนไป ส่วนที่จะให้เหตุการณ์สงบลงจริงๆ ตอนนี้ก็มีการคุยกันทุกวันไม่ใช้การเจรจา สถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อใดต้องถามฝั่งกัมพูชา เพราะเราก็พยายามรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว
ต่อข้อถามดูเหมือนว่าฝ่ายกัมพูชาตั้งเป้าที่จะนำสถานการณ์ไปสู่นานาชาติ แม่ทัพภาคที่ 2 บอกว่า ก็แล้วแต่จะคิด ก็คงเป็นเรื่องที่เขาทำเรื่องไปศาลโลก หรืออะไรต่าง ๆ หลายเรื่อง ก็คงจะเกี่ยวเนื่องกัน เพราะว่า เขาจะดำเนินการในเรื่องนี้ก่อนเราไปหลายช่วงตัว ฉะนั้นเราก็พยายามรักษารายละเอียดไม่ให้ไปเกินเลยในส่วนนั้น ซึ่งปัจจุบันก็ได้ประสานกับปลัดกระทรวงการต่างประเทศอยู่อย่างต่อเนื่อง
แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวสรุปการสูญเสียจากการปะทะกันทหารไทยเสียชีวิตไป 7 นาย บาดเจ็บจากการรบประมาณ 50-60 นาย ส่วนที่เหลือก็อาจจะจุกแน่นจากแรงระเบิดบ้าง คือกรณีที่มีระเบิดลงใกล้ก็จะมีแรงอัดกระแทก มาอยู่โรงพยาบาล 3-4 วันก็กลับไปทำงานได้ ในส่วนการช่วยเหลือก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ทางมูลนิธิต่างๆ ก็เข้ามาให้ความช่วยเหลือ ในส่วนของลูกหลานผู้สูญเสียก็เป็นไปตามนโยบายของ ผบ.ทบ. รัฐมนตรีกลาโหม และรัฐบาลอยู่แล้ว ที่ต้องดูแลให้เรียนจบอย่างน้อยปริญญาตรี และเมื่ออยากเป็นทหารก็จะดูแลให้ หรือหากอยากมีอาชีพอื่นก็จะเข้าไปช่วยกระสานให้
" การประทะกันที่ผ่านมาเราไม่เคยเสียเปรียบ สแต่ก็พยายามบอกผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ขอให้มีความอดทนถ้าอยู่ใกล้กันมาก หรือมีอะไรต่าง ๆ ก็ต้องสวนกลับไปตามความเหมาะสม เขาใช้อาวุธเล็กเราก็ใช้อาวุธเล็กโต้กลับไป " แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว
"นายกฯ"เผยคำร้องที่กัมพูชายื่นต่อศาลโลกยังไม่มาถึงไทย
เมื่อเวลา 11.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ทางกัมพูชาประกาศขอพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ว่า ขณะนี้ในพื้นที่จริงเวลาเกิดปัญหาขึ้นก็จะมีการประสานงานกันอยู่ และเรายังคิดว่าถ้าแนวโน้มเป็นอย่างที่เป็นมา 1 - 2 วันการที่จะอพยพคนกลับไปอยู่ที่ชุมชนน่าจะเริ่มทำได้ ขณะนี้กำลังติดตามสถานการณ์อยู่ ตนให้มีการรายงานเข้ามาอยู่ตลอดเวลา
“ส่วนการพูดคุยนั้นในสัปดาห์หน้าระหว่างการประชุมอาเซียน ที่ประเทศอินโดนีเซียก็ต้องเจอกันอยู่แล้ว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ 2 ประเทศก็ต้องเจอกันก่อน ” นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะพูดคุยเจาะลึกไปจนถึงเรื่องของการตีความของศาลโลกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ทางกัมพูชาไปยื่นตีความต่อศาลโลกแล้ว แต่ตัวคำร้องที่เป็นทางการยังส่งมาไม่ถึงประเทศไทย แต่เราก็จะเตรียมทีมเอาไว้
เมื่อถามว่าหากเหตุการณ์ยืดเยื้อจนยุบสภา จะส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาดังกล่าวหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีปัญหา กองทัพสามารถปฏิบัติงานได้เต็มที่อยู่แล้ว เมื่อถามย้ำว่าปัญหาดังกล่าวจะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าไม่ และคิดว่าสถานการณ์ต่างๆจะควบคุมได้ ส่วนการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนระหว่างวันที่ 6 - 8 พ.ค.นั้น ตนจะพูดคุยกับใครอย่างไรบ้างนั้นคงต้องรอดูสถานการณ์ก่อนว่าจะเป็นอย่างไร ต้องดูว่าสถานการณ์จากนี้ไปในระดับพื้นที่หยุดได้แค่ไหน และในระยะยาวจะดำเนินการกันอย่างไร
ส่วนจะมีการนัดหารือกับสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรี กัมพูชาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอให้ฝ่ายกฎหมายของเราได้พิจารณาก่อน
ส่วนเหตุการปะทะที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตนั้น นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ที่เจ้าหน้าที่รายงานเข้ามาก็ไม่มีการใช้อาวุธหนัก และเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็จะมีการพยายามติดต่อเพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย ซึ่งเราต้องพยายามควบคุมให้ได้ ทั้งนี้ยืนยันว่าว่าเราก็ไม่เคยประมาท และทางกองทัพก็ทราบดีว่าเราต้องไม่ประมาท
เมื่อถามว่าทางพล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ร้องขอและห่วงอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เท่าที่ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และแม่ทัพภาค 2 ก็ไม่ได้มีความกังวลอะไร และรายงานว่าเราควบคุมสถานการณ์ได้ ส่วนที่ดูเหมือนกัมพูชาจะทำแบบแหย่ๆ หยุดๆ นายกฯ กล่าวว่า มีหลายสาเหตุที่วิเคราะห์กันไปว่ามันเป็นในแง่ของตัวกำลังพลของกัมพูชา เพราะเมื่อประสานงานไปก็ดูจะเรียบร้อย แต่เราจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆไม่ได้ ซึ่งเราไม่ประมาทและให้มีการติดตามการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
กษิต-ชวนนท์หารือกับ"นายกฯ"ที่ทำเนียบ
เมื่อเวลา 13.30 น. หลังเป็นประธานเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ามายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือเป็นการภายในกับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และนายชวนนท์ อินทรโกมาลสุตย์ เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ โดยเป็นที่คาดกันว่าน่าเกี่ยวข้องเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีที่กัมพูชาได้ยื่นเรื่องต่อศาลโลกเพื่อความคำพิพากษากรณีปราสาทพระวิหาร ปี2505 โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที
ผู้แทนพระองค์มอบสิ่งของพระราชทานช่วยผู้อพยพ
เมื่อเวลา 10.00 น.ที่บ้านกันตรวจระมวล ตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้นายแผน วรรณเมธี เดินทางมามอบสิ่งของพระราชทานจากสภากาชาดไทย ให้กับประชาชนที่อพยพหนีภัยจากการปะทะของทหารไทยและกัมพูชา ที่บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสุรินทร์ และบ้านตานีวิทยา ต.ตานี อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ในเวลา สร้างความปลาบปลื้มใจในพระมหากรุณาธิคุณแก่ประชาชนที่อพยพเป็นอย่างมาก
ส่วนสถานการณ์การสู้รบของทหารไทยและกัมพูชาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ส่วนหน้า ที่นิคมสร้างตนเองอำเภอปสาท อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ รายงานว่าขณะนี้สถานการณ์การสู้รบระหว่างทหารไทย - กัมพูชา ได้เบาบางลง โดยสรุปมี จำนวนทหารบาดเจ็บจากการรบทั้งสิ้น 120 นาย ทหารเสียชีวิต 7 นาย ประชาชนบาดเจ็บจากการรบ 7 คน บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 11 หลัง ประปาหมู่บ้าน 2 แห่ง, ปศุสัตว์ 4 ตัว ด้านการอพยพประชาชน ขณะนี้ มีศูนย์อพยพทั้งสิ้น 43แห่ง จังหวัดสุรินทร์ 35 ศูนย์ มีผู้อพยพ 42,804 คน บุรีรัมย์ 7 แห่ง ผู้อพยพ 5,866 คน รวมทั้งสิ้น 48,670 คน
ล่าสุด เมื่อเวลา 20.00 น. ของวันที่ 30 เมษายน 2554 มีการปะทะตามหน้าแนวปราสาทตาควายโดยทหารกัมพูชาใช้ปืนเล็กประจำกายยิงขึ้นฟ้าตลอดเวลา และสุดท้ายก็ได้ยิงเข้ามาใส่ฐานทหารไทย และเริ่มขว้างระเบิดมือพร้อมยิงอาร์พีจี เข้าใส่ฐานทหารไทย แต่ไม่สามารถตรวจสอบจำนวนได้ เนื่องจากไม่เข้าเป้าและไม่ได้ทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บ จนกระทั่งเวลา 04.00 น. ของเช้าวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 จึงหยุดการปะทะ
ขณะนี้ทหารกัมพูชา เริ่มมีขวัญและกำลังใจตกต่ำ เนื่องจากการขาดเสบียง และการไม่ได้รับความเหลียวแลจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง อีกทั้ง กัมพูชาได้รับข่าวสารว่าทหารไทยมีการส่งเสบียงจากแนวหลัง ประชาชนและอาวุธยุทโธปกรณ์ทีสนับสนุนขึ้นมาแนวหน้าตลอดเวลา ทำให้ขณะนี้น้ำหนักของการปะทะกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นการรบแบบใด เริ่มจะไม่มีทิศทางและแผนการปฏิบัติอย่างเป็นรูปแบบ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ดังกล่าว ก็เป็นผลให้ฝ่ายทหารไทย คาดเดาอารมณ์ของทหารกัมพูชาได้ยากขึ้นว่า จะเกิดความเครียดแล้วเปิดฉากใช้อาวุธต่อทหารไทยเมื่อใด
ขณะเดียวกันได้รับรายงานว่า มีผู้ต้องสงสัยเข้ามาหาข่าวการวางกำลังของทหารไทย โดยมีลักษณะต้องสงสัยหลายประการ ผู้ต้องสงสัยจำนวน 3 คนใช้ยานพาหนะรถกระบะ ลักษณะมีจานดาวเทียมขนาดเล็กบริเวณเหนือตัวรถ คาดว่าจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคง ดังนั้น ขอให้พี่น้องสื่อมวลชน ช่วยกันระมัดระวังและเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย หากพบผู้ต้องสงสัยดังกล่าวขอให้แจ้งผ่านมายัง ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ทันที
ส่วนกรณีที่ประชาชนหวาดกลัวในเรื่องของระยะจรวดบีเอ็ม 21 รองผู้บัญชาการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 ได้ออกมายืนยันต่อสื่อมวลชนและประชาชนว่า การที่มีข่าวลือว่า อาวุธของทหารกัมพูชา คือ บีเอ็ม 21 สามารถยิงเข้ามาได้ถึงศูนย์อพยพต่างๆ ของจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ หากมีการปะทะกันด้วยอาวุธหนักอาจเป็นอันตราย ทำให้พี่น้องประชาชนหวาดกลัว ข่าวนี้ไม่เป็นความจริงและขอยืนยันว่า ศูนย์อพยพต่างๆ ของทางจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ มีความปลอดภัยต่อระยะการยิงจรวดดังกล่าวอย่างแน่นอน ขอให้ประชาชนที่อพยพมายังศูนย์อพยพได้มั่นใจในความปลอดภัยดังกล่าวได้อย่างแน่นอน



