ข่าว

เตีย บันเผยต้องให้มีการหยุดยิงกันก่อน

เตีย บันเผยต้องให้มีการหยุดยิงกันก่อน

01 พ.ค. 2554

“คม ชึด ลึก” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ พล.อ.เตีย บัน ถึงเหตุการณ์ปะทะกันรอบใหม่ หลังที่ได้มีการส่งสัญญาณว่าจะ “หยุดยิง” โดยยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการเข้าใจผิดกัน แต่ได้สั่งการลงไปในพื้นที่ว่าให้มีการหยุดยิงไปแล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงจะเข้าใจผิดก

"การแก้ไขปัญหาจะต้องค่อยๆ แก้ไขกันไป อย่าไปคิดว่าการพูดคุยกันแล้วจะเป็นการแก้ไขให้เด็ดขาดเลยทีเดียว แต่เมื่อมันเกิดปัญหาขึ้นมาทุกอย่างก็จะต้องค่อยๆ แก้ไขกันไป ผมพยายามแก้ไขปัญหาทุกอย่างไม่อยากให้เกิดความรุนแรง แต่มันก็ยังแก้ไขไม่ได้สำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ ขณะนี้ทำได้อยู่อย่างเดียวคือค่อยๆ แก้ไขกันไปเท่านั้น"

 พล.อ.เตีย บัน กล่าวว่า ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ตลอดเวลาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่การพูดคุยกันก็ยังไม่ได้พูดคุยกันในรายละเอียด เนื่องจาก พล.อ.ประวิตรยังติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ แต่ก็พยายามพูดคุยกันเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง ส่วนที่หลายคนมองว่าการควบคุมกำลังทหารในพื้นที่ไม่ได้ เนื่องจากเกิดความสับสนในสายการบังคับบัญชาของ พล.ท.ฮุน มาเนต รองผู้บัญชาการทหารบก และในฐานะผู้บัญชาการควบคุมสมรภูมินั้น ต่างคนต่างก็พูดกันไป ใครอยากจะเขียนหรือโจมตีก็พูดกันได้หมด แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น และยืนยันว่ากองทัพกัมพูชาไม่ต้องการที่จะกระหายสงครามกับกองทัพไทย และจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นรูปธรรม หรือเหตุการณ์แบบนั้น การที่มีข่าวแล้วนำมาผูงโยงกัน หรือมาปะติปะต่อกัน รวมถึงกลุ่มคนที่มีเวทีปราศรัยก็ทำให้น่าปวดหัว อาจจะทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายออกไป

 พล.อ.เตีย บัน บอกด้วยว่า ยังไม่ได้มีการนัดหมายกับ พล.อ.ประวิตร ถึงการพูดคุยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ตอนนี้ตนก็รอการพูดคุยในรายละเอียดกับ พล.อ.ประวิตรอีกครั้งก่อนที่จะดำเนินการขั้นต่อไป อีกทั้งยังไม่สามารถรู้โปรแกรมของ พล.อ.ประวิตรที่ชัดเจน จะพูดคุยกันจะเร็วสุดเมื่อไหร่คงตอบไม่ได้ แต่จะพยายามทำให้เร็วที่สุด ต้องรอการนัดหมายอีกครั้งหนึ่งก่อน

 ส่วนที่มีข่าวว่ารัฐบาลกัมพูชาได้มีการขอมติต่อรัฐสภาเพื่อออกพระราชบัญญัติการสู้รบตามแนวชายแดนนั้น พล.อ.เตีย บัน กล่าวว่า อย่าเอาข่าวมาปะติปะต่อกันเลยจะยิ่งทำให้เป็นเรื่องเป็นราวกัน และจะยิ่งทำให้สถานการณ์ของทั้งสองประเทศไม่จบสิ้น ตอนนี้ข่าวที่เกิดขึ้นยอมรับว่ามีผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ และอาจจะมีผลกระทบในเรื่องการเจรจาในอนาคตด้วย เพราะตอนนี้มีการประโคมข่าวให้ร้ายกันของทั้งสองประเทศ ดังนั้นขอร้องอย่าเอาเรื่องนี้มาผูงโยงจนทำให้เกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โตเลย

 “การแก้ไขปัญหาขั้นตอนแรกจะต้องให้มีการหยุดยิงกันก่อน หลังจากนั้นค่อยมาพูดค่อยมาตกลงกันว่าไทย-กัมพูชา จะเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไรเพื่อที่จะไม่ให้เกิดการปะทะหรือการสู้รบกันอีก ส่วนการพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร ผมก็หวังว่าสถานการณ์ในพื้นที่น่าจะดีขึ้น เพราะการพูดคุยกันเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความเข้าใจกันของทั้งสองประเทศ เรื่องมันมีอยู่แค่นี้ เมื่อเราพูดคุยกันได้เรื่องทุกอย่างก็จบลง และผมขอร้องอย่าให้นำเรื่องมาผูงโยงกันจนทำให้สถานการณ์มันรุนแรงไปมากกว่านี้ ทั้งนี้ผมคงต้องรอ พล.อ.ประวิตรว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรที่จะหาทางออกกับปัญหาการปะทะกันของทหารไทย-กัมพูชาที่บริเวณปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือนธม”

 พล.อ.เตีย บัน บอกว่า ยังตอบไม่ได้ว่า การพูดคุยเจรจากับ พล.อ.ประวิตร จะมีการลงนามข้อตกลงหยุดยิงในพื้นที่หรือไม่ เมื่อยังไม่ได้มีการพูดคุยกันหากจะตอบไปก็คงไม่มีผลอะไรในตอนนี้ ดังนั้นจะต้องมีการพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตรเสียก่อนจึงจะตอบคำถามนี้ได้ อีกทั้งเรื่องการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือจีบีซี ที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชา เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมครั้งที่ 8 ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ก็จะต้องมีการพูดคุยกันในครั้งนี้ด้วย

"กองทัพไทยเป็นสุภาพบุรุษ"มทภ.2ยืนยัน

 พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่2 ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ล่าสุดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงเกิดการปะทะกันของทหารไทยกับทหารกัมพูชา ยืนยันว่า สถานการณ์จะไม่ลุกลามออกไป และหากยืดเยื้อก็พร้อมทั้งกำลังพลและกระสุนปืน

 กองทัพภาคที่ 2 จะพยายามทำให้สถานการณ์การสู้รบกันให้ลดน้อยลง ซึ่งขณะนี้ก็ลดลงตามลำดับ ซึ่งเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา สถานการณ์สู้รับกันในพื้นที่ถือว่าหนักมาก แต่วันนี้จากการพูดคุยประสานงานกันก็ทำให้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ไม่น่าจะลุกลามบานปลายออกไป เพราะกำลังทหารของเราก็ดูแลปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มที่ เราไม่ยอมให้กองกำลังของกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่อยู่แล้ว

 “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ไม่ได้สั่งกำชับอะไรเป็นพิเศษเนื่องจากกำลังทหารในพื้นที่ก็มีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยอยู่แล้ว และปฏิบัติงานไปตามปกติ เพียงแต่ให้ระมัดระวังสถานการณ์เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งเป็นห่วงกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบกับทหารกัมพูชาเท่านั้น”

 พล.ท.ธวัชชัย กล่าวอีกว่า ตอนนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ติดต่อประสานงานกันอยู่ตลอดเวลา เพราะเราไม่ต้องการให้สถานการณ์การสู้รบกันของทหารทั้งสองฝ่ายยืดเยื้อออกไป เพราะหากสู้รบกันก็จะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายกับทั้งสองประเทศ ขณะที่ระดับผู้ใหญ่ของกองทัพ 2 กองทัพก็ยังมีการคุยกันอยู่ตลอดเวลา แต่จุดยืนของกองทัพคือเมื่อฝ่ายทหารกัมพูชายิงกระสุนเข้ามายังดินแดนไทย กองทัพก็จำเป็นจะต้องยิงตอบโต้กลับไปตามสถานการณ์ และยิงตอบโต้ไปอย่างเหมาะสม กองทัพไม่ยอมปล่อยให้ใครมารุกล้ำอธิปไตยไทยได้อย่างแน่นอน

 แม่ทัพภาคที่ 2 บอกว่า กำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก มีความเป็นห่วงเป็นใยตลอดเวลา จึงจำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกำลังพลเพื่อให้เกิดความพร้อมตลอด หากใครอ่อนเพลียก็ให้มาพักและเอากองหนุนเข้าไปปฏิบัติภารกิจดังกล่าวแทน ส่วนที่หลายฝ่ายเกรงว่ากองทัพกัมพูชาอาจจะไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการเจรจาพูดคุยกันกับผู้นำกองทัพนั้น เรื่องนี้คงจะต้องติดตามดูแลกันต่อไป อย่าเพิ่งมีการวิเคราะห์ไปต่างๆ นานาเลย

 "กองทัพไทยเป็นสุภาพบุรุษอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่ากัมพูชาจะเป็นอย่างไร หรือว่าข้างบนเป็นสัญญาสุภาพบุรุษ แต่ระดับล่างอาจจะไม่ทำตาม หรืออาจจะมี 2 กลุ่ม ที่กลุ่มแรกอาจอยากจะหยุด ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ต้องการที่จะหยุด ทั้งนี้กองทัพกัมพูชาได้นำกำลังทหารที่เป็นทหารเขมรแดงเก่ามาปฏิบัติในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ส่วนกำลังหลักจะนำมาเป็นกองกำลังสนับสนุนหนุนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การสู้รบผมไม่เป็นห่วง แต่เป็นห่วงประชาชนที่อาจจะมีผลกระทบตามมา หากกัมพูชาไม่เคารพกติกาหลักสากล ที่มีการยิงปืนใหญ่อย่างสะเปะสะปะมาในหมู่บ้าน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน”

 พล.ท.ธวัชชัยยังกล่าวมั่นใจพันเปอร์เซ็นต์ว่า ในการดูแลปกป้องอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครรุกรานเข้ามาแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แต่ระยะเวลาในการสู้รบกันของทหารไทย-กัมพูชา ขึ้นอยู่กับกัมพูชา แต่หากจะมีการสู้รบกันเป็นเดือน เป็นปี เราก็มีกระสุนและมีกำลังพลเพียงพอในการปฏิบัติภารกิจ ดังนั้นจึงไม่ต้องเป็นห่วง อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจอย่างระมัดระวังในการดูแลรักษาอธิปไตยของประเทศ ดังนั้นอยากให้กัมพูชามีระเบียบวินัยในการปฏิบัติการทางทหาร

 แม่ทัพภาคที่ 2 ยังระบุถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ข้อพิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร รวมถึงข้อเสนอที่จะให้ผู้สังเกตการณ์จากประเทศอินโดนีเซีย เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ในพื้นที่ว่า การจะเข้ามาหรือไม่เข้ามาไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ประเด็นหลักอยู่ที่ไทย-กัมพูชา จะต้องมีการปักปันเขตแดนของทั้งสองประเทศให้เรียบร้อยก่อน ในเมื่อไทย-กัมพูชายังไม่ได้มีการปักปันเขตแดน หากประเทศอินโดนีเซียเข้ามาจะรู้ได้อย่างไรว่าพื้นที่ใดเป็นของไทย หรือกัมพูชา ซึ่งหากไม่รู้ก็จะยุ่งด้วยกันทั้งคู่