
"เรากำลังขาดแคลนอาหาร"เสียงจากชุดดูแลหมู่บ้าน
การปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาตลอดห้วงที่ผ่านมา บริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จนถึงบริเวณปราสาทตาเมือนธม ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ และบริเวณบ้านสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้สร้างความระส่ำระส่ายให้คนในพื้นที่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนให
น่าสนใจว่าในจำนวนนั้นก็ยังมีชายฉกรรจ์อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งการวางกำลังไว้ดูแลทรัพย์สินอย่างขะมักเขม้น
"เราไม่ต้องการทิ้งหมู่บ้านไปไหน ขณะนี้มีเพียงชายฉกรรจ์ที่อยู่กันเพียงครัวเรือนละ 1 คน คอยเฝ้าดูแลความปลอดภัยหมู่บ้านของตัวเองและสัตว์เลี้ยง ยอมรับว่าขณะนี้ในหมู่บ้านเงียบมาก เด็ก ผู้หญิงและคนชรา ต่างย้ายไปอยู่ที่ศูนย์อพยพกันหมด เหลือเพียงชายฉกรรจ์ที่ต้องอยู่ทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ เนื่องจากกลัวคนร้ายจะฉวยโอกาสเข้ามาขโมยทรัพย์สินที่มีอยู่” บัวพา หางสลัด อายุ 40 ปี ชาวบ้านหมู่ 4 ต.สายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ สะท้อนสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้
ในทางกลับกันกลุ่มคนที่ทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครในการดูแลหมู่บ้านตามแนวชายแดน กลับเริ่มประสบปัญหาไม่น้อย โดยเฉพาะการเริ่มขาดแคลนอาหาร เนื่องจากด้วยสภาพพื้นที่ซึ่งถูดตัดขาดในแง่ของความปลอดภัย ทำให้การสนับสนุนอาหารจากพื้นที่ในจุดที่ปลอดภัยไปยังบริเวณพื้นที่หมู่บ้านตามแนวชายแดนข้างต้น ไม่สามารถทำได้โดยง่ายเฉกเช่นเคย
การหาทางออกด้วยการดิ้นรนหาอาหารมาประทังชีวิตให้คนในกลุ่มนี้ด้วยตัวเองจึงเกิดขึ้นแบบตามมีตามเกิด
"สิ่งที่ทำได้ขณะนี้ก็คือ การหาปลาจากบ่อปลาของเพื่อนบ้านที่ยังพอมีหลงเหลืออยู่นำมาทำเป็นอาหารแจกจ่ายกันก่อน โดยจะใช้เวลาช่วงกลางวันออกไปหาปลามาเป็นเสบียง ส่วนที่เหลืออยู่ในขณะนี้ก็คือข้าวเหนียวและข้าวสารที่มีตกค้างอยู่บ้าง อาหารในยามนี้ต้องกินกันอย่างจำกัด เพราะไม่สามารถคาดหวังได้เลยว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปจะมีอาหารส่งเข้ามาให้คนในกลุ่มนี้ที่ทำหน้าที่ในการเป็นอาสาสมัคร เรากำลังอยู่ในภาวะที่ประสบกับปัญหาขาดแคลนอาหาร" บัวพา บอกเล่า
เช่นเดียวกับ ทองพูน วัดสอน อายุ 62 ปี ชาวบ้าน ต.สายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เล่าให้ฟังว่า สถานการณ์ที่ผ่านไป 1 สัปดาห์ เริ่มก่อปัญหาให้แนวหน้าของท้องถิ่นที่ทำหน้าที่ดูแลหมู่บ้าน โดยเฉพาะอาหารที่เริ่มขาดแคลน และยังไม่มีความช่วยเหลือใดๆ ส่งมาถึงหมู่บ้านตามแนวชายแดน เชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากความจำเป็นที่ทางการเห็นว่าควรจะให้ความช่วยเหลือผู้ที่ลี้ภัยตามศูนย์พักพิงก่อนเป็นอันดับแรก ในขณะที่ตามหมู่บ้านชายแดน ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายก็มีการประกาศจากฝ่ายปกครองให้อพยพออกมาให้หมด โดยจะมีเพียงกำลังตำรวจที่เข้าไปดูแลให้ แต่ในความเป็นจริงก็ยังคงมีชาวบ้านในกลุ่มที่เป็นชายฉกรรจ์ทำหน้าที่ปักหลักดูแลทรัพย์สินของตนเอง และไม่ต้องการออกไปไหน เพราะรู้ดีว่าการทิ้งฐานภายใต้สถานการณ์ขณะนี้เสี่ยงอย่างยิ่งต่อการที่จะเปิดโอกาสให้โจรกัมพูชาตามแนวชายแดนเข้ามาปล้นเอาทรัพย์สิน
"ขณะนี้บรรดาชายฉกรรจ์ต่างบ่นกันแล้วว่าชีวิตลำบากมาก โดยเสบียงอาหารที่เตรียมไว้ก็หมดแล้ว เมื่อเสียงปืนสงบลงก็ต้องรีบออกไปหาปลามาประทังชีวิต เพราะเป็ดและไก่ที่เลี้ยงไว้ตายหมด ขณะนี้จึงต้องพึ่งเพียงแค่ปลาเป็นอาหารหลักในแต่ละวัน หากวันไหนโชคดีก็มีข้าวกล่องที่ทหารนำมาแจกให้พอประทังชีวิต แต่ถ้าไม่มีก็ต้องดิ้นรนหาอาหารมายังชีพกันเอง ที่ต้องการมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ อาหารและน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้ในการออกลาดตระเวนภายในพื้นที่" ทองพูน กล่าว
ขณะที่ วิชัย ภูมิศาสตร์ อายุ 46 ปี ชาวบ้าน ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ บอกว่า หมู่บ้านที่อาศัยอยู่มีชายฉกรรจ์อยู่ร่วมกัน 14 คน โดยจะร่วมกับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ออกดูแลความสงบเรียบร้อยภายในหมู่บ้าน และตลอดเวลาที่อยู่ในหมู่บ้านหลังจากที่มีการปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชานานกว่า 1 สัปดาห์ ปัญหาที่ประสบเหมือนกันก็คือเสบียงอาหารเริ่มหมดลง ต้องอาศัยถุงยังชีพที่หน่วยงานภาครัฐนำมามอบให้ และที่ลำบากมากคือการเดินทางไปขอรับถุงยังชีพก็ต้องเดินเท้าไปไกลกว่า 20 กิโลเมตร ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือนร้อนมาก เพราะไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะนำมาใช้กับรถจักรยานยนต์ที่จะขับออกจากหมู่บ้านเพื่อไปขอรับเสบียง
"เราอยู่กันลำบากมากในเรื่องของเสบียงอาหาร เพราะในหมู่บ้านขณะนี้ไม่มีร้านค้าและปั๊มน้ำมันเปิดให้บริการ ไม่สามารถหาซื้ออาหารมาบริโภคได้ ดังนั้นสิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากคือเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อที่จะใช้ในการตรวจดูแลความเดือดร้อนในหมู่บ้าน และใช้ไปขอรับเสบียงอาหาร” วิชัย เล่าถึงความเดือดร้อน
ถึงนาทีนี้ส่วนใหญ่จึงได้แต่หวังว่าสถานการณ์อันเลวร้ายจะยุติลงในเร็ววัน เพื่อสันติสุขจะได้กลับคืนสู่ท้องถิ่นอีกครั้ง
ชยานนท์ ปราณีต



