
ผลสำรวจมาร์คเหนือยิ่งลักษณ์ทุกด้าน
"เอแบคโพลล์"เผยผลสำรวจเรื่อง"ภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำระหว่าง " อภิสิทธิ์ - ยิ่งลักษณ์ " พบ "มาร์ค" กินขาดทุกด้าน จะแพ้เพียงเรื่องเดียว"การบริหารธุรกิจ" พร้อมเผยผลสำรวจเรื่องปัญหาชายแดน "ไทย-เขมร" ปชช.ส่วนใหญ่มั่นใจว่าปัญหาชายแดนจะไม่เป็นอุปสรรคการเลือกตั้
(1พ.ค.) เอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เสนอผลสำรวจ เรื่องสำรวจภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และความรู้สึกของสาธารณชนคนไทยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยว่าผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง สำรวจภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และความรู้สึกของสาธารณชนคนไทยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชัยนาท สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม สมุทรปราการ พะเยา พิษณุโลก เชียงใหม่ อำนาจเจริญ มหาสารคาม สกลนคร ศรีสะเกษ อุดรธานี ขอนแก่น ชุมพร และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 1,764 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่าง วันที่ 23 - 30 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา
ดร.นพดล กล่าวว่า ผลสำรวจโพลล์การเมืองครั้งนี้สอบถามความคิดเห็นของประชาชนต่อภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำด้านต่างๆ ระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ที่ปรากฏในกระแสข่าวเป็นหนึ่งในแคนดิเดตตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย โดยพบว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเสียงโหวตจากประชาชนสูงกว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกือบทุกด้านของภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำ ยกเว้นความสำเร็จทางธุรกิจและมีฐานะร่ำรวย ผลสำรวจออกมาเช่นนี้ อาจเป็นเพราะ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่ได้มีโอกาสมากเพียงพอในการแสดงความเป็นผู้นำให้ปรากฏต่อสาธารณชน ดังนั้น ถ้านางสาวยิ่งลักษณ์ สามารถรณรงค์แสดงศักยภาพให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อความเป็นผู้นำในช่วงเวลานี้ ผลสำรวจครั้งต่อไปอาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะการสำรวจครั้งนี้เป็นการค้นหาจุดตั้งต้นของการเข้าสู่วาระของการแข่งขันทางการเมืองเพื่อการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยประเด็นสำคัญที่ค้นพบ คือ เรื่องความอดทนอดกลั้น รู้จักควบคุมอารมณ์ ร้อยละ 53.7 ระบุเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 9.7 ระบุเป็นนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร้อยละ 14.4 ระบุพอๆ กัน และร้อยละ 22.2 ไม่มีความเห็น
เรื่องถัดมาคือ ความสุภาพอ่อนโยน ร้อยละ 50.1 ระบุนายอภิสิทธิ์ ร้อยละ 13.0 ระบุนางสาวยิ่งลักษณ์ ร้อยละ 17.9 ระบุทั้งสอง และร้อยละ 19.0 ไม่มีความเห็น ส่วนเรื่องการเป็นที่ยอมรับภายในประเทศและต่างประเทศ ร้อยละ 49.6 ระบุเป็นนายอภิสิทธิ์ ร้อยละ 11.3 ระบุนางสาวยิ่งลักษณ์ ร้อยละ 14.9 ระบุพอๆ กัน และร้อยละ 24.2 ไม่มีความเห็น นอกจากนี้ เรื่อง การประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ร้อยละ 49.6 ระบุนายอภิสิทธิ์ ร้อยละ 9.8 ระบุนางสาวยิ่งลักษณ์ ร้อยละ 15.9 ระบุพอๆ กัน และร้อยละ 24.7 ไม่มีความเห็น ด้านความโอบอ้อมอารี ร้อยละ 48.2 ระบุนายอภิสิทธิ์ ร้อยละ 13.1 ระบุนางสาวยิ่งลักษณ์ และร้อยละ 15.1 พอๆ กัน และร้อยละ 23.6 ไม่มีความเห็น
เรื่องรองๆ ลงไป คือ ความเป็นผู้นำ ความรู้ความสามารถ จริยธรรมทางการเมือง วิสัยทัศน์ เสียสละ มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นคนรุ่นใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความยุติธรรม กล้าคิดกล้าตัดสินใจ แก้ปัญหาเชิงบริหาร ความขัดแย้งได้ดี รวดเร็วฉับไวในการแก้ปัญหา เป็นภาพลักษณ์ของความเป็นผู้นำที่นายอภิสิทธิ์ มีเสียงโหวตจากประชาชนสูงกว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่เมื่อถามถึงความสำเร็จทางธุรกิจ และมีฐานะร่ำรวย พบว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ร้อยละ 38.5 นายอภิสิทธิ์ ได้ร้อยละ 19.7 ในขณะที่ร้อยละ 18.2 ระบุพอๆ กัน และร้อยละ 23.6 ไม่มีความเห็น โดยถ้านางสาวยิ่งลักษณ์ใช้จุดแข็งนี้ชี้ให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่าจะแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนคนไทยได้ เพราะผลสำรวจทุกครั้งที่ผ่านมาพบว่า ประชาชนทั่วไปต้องการผู้นำประเทศที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ดีในอันดับต้นๆ ก็น่าจะทำให้นางสาวยิ่งลักษณ์ได้รับเสียงสนับสนุนจากสาธารณชนเพิ่มขึ้นในการสำรวจครั้งต่อไป
ในการสำรวจครั้งนี้ ยังได้ทำการสอบถามสาธารณชนคนไทยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพบว่า ประชาชนคนไทยเกือบร้อยละร้อย คือร้อยละ 98.1 เป็นห่วงความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ใกล้ชายแดน โดยไม่คำนึงถึงการแบ่งขั้วแบ่งสีแต่อย่างไร เห็นได้ว่าประชาชนคนไทยเกือบทุกคนรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ และยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ร้อยละ 97.7 ที่อยากให้กำลังใจทหารในการปฏิบัติหน้าที่ ร้อยละ 91.1 มีความหวังที่จะเห็นประเทศไทยกับกัมพูชา เจรจาแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนร่วมกันด้วยสันติวิธี ร้อยละ 86.9 เป็นห่วงเรื่องการค้าชายแดนจะได้รับผลกระทบ ร้อยละ 57.2 เป็นกังวลว่าความขัดแย้งนี้จะทำให้กระทบต่อการสร้างประชาคมอาเซียน 2015 ร้อยละ 54.3 กังวลว่าไทยจะสูญเสียดินแดนที่เป็นกรณีพิพาท แต่ที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 47.3 ไม่กังวลว่า ความขัดแย้งชายแดนไทยกัมพูชาจะทำให้การเลือกตั้งครั้งใหม่เลื่อนออกไป ในขณะที่ร้อยละ 44.8 กังวล และที่เหลือร้อยละ 7.9 ไม่มีความเห็น ตามลำดับ
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 52.1 เป็นหญิง ร้อยละ 47.9 เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 4.9 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.3 อายุ 20 - 29 ปี ร้อยละ 22.6 อายุ 30 - 39 ปี ร้อยละ 19.8 อายุ 40 - 49 ปี และร้อยละ 32.4 อายุ 50 ปีขึ้นไป โดย ร้อยละ 69.5 มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 25.5 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 5.0 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีขึ้นไป นอกจากนี้ ตัวอย่างร้อยละ 30.0 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 28.2 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 9.6 ระบุอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 10.9 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 8.8 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 8.6 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 3.9 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ
ร้อยละ56.91เชื่อจะมีการยุบสภาแน่นอน
สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง ความวิตกกังวลของประชาชน เปรียบเทียบระหว่างก่อนยุบสภา กับหลังยุบสภา พบว่า ประชาชนคิดว่าจะมีการยุบสภาเกิดขึ้นแน่นอน ร้อยละ 56.91 เพราะนายกรัฐมนตรีออกมาประกาศด้วยตนเอง และพรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวในการกำหนดผู้สมัครแต่ละพื้นที่ ขณะที่ร้อยละ 24.24 ไม่แน่ใจว่าจะมียุบสภา เพราะสถานการณ์ทางการเมืองไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ร้อยละ 12.29 มองว่าอาจจะไม่มีการยุบสภาเกิดขึ้น และร้อยละ 6.56 เชื่อว่าไม่เกิดขึ้นแน่นอน
นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 48.60 มองว่าการยุบสภานั้นส่งผลให้พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มมีการเคลื่อนไหวลงพื้นที่หาเสียงกับประชาชน ขณะที่ร้อยละ 30.16 มองว่าเป็นการเริ่มต้นทางการเมืองใหม่โดยประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ส่วนร้อยละ 21.24 เห็นว่าเป็นการแสดงสปิริตทางการเมืองของรัฐบาล ส่งผลให้สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย
ทั้งนี้ ประชาชนถึงร้อยละ 88.98 ไม่รู้สึกตื่นเต้นต่อการยุบสภาที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ เพราะไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาบริหารประเทศ การเมืองไทยก็เหมือนเดิม ขณะที่ร้อยละ 11.02 รู้สึกตื่นเต้น เพราะลุ้นว่าพรรคใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาล และใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ส่วนการยุบสภาจะทำให้การเมืองดีขึ้นหรือแย่ลงนั้น ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าเหมือนเดิม เพราะการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงยาก ขณะที่ร้อยละ 21.24 เชื่อว่าจะดีขึ้น และร้อยละ 12.70 เห็นว่าจะแย่ลง อย่างไรก็ตาม หากมีการยุบสภาแล้วประชาชนร้อยละ 73.01 เป็นห่วงรัฐบาลรักษาการในเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ร้อยละ 78.57 เป็นห่วงปัญหาสินค้าราคาแพง เพราะมองว่าการบริหารงานชะงักงัน และรัฐบาลให้ความสำคัญกับการหาเสียงมากกว่า ส่วนเรื่องที่เป็นห่วงหลังยุบสภา คือ ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ความแตกแยกทางการเมือง และการประท้วง การชุมนุมทางการเมือง
"นายกฯ-กรณ์"ดูสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง
เมื่อเวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากจัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางมาตรวจการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ถ.กาญจนภิเษก จ.นนทบุรี ท่านกลางสภาพอากาศที่มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 30 คน มาชุมนุมขับไล่ อยู่ด้านจุดก่อสร้าง พร้อมกับชูป้ายข้อความด่าท้อ และพร้อมชูตีนตบ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลควบคุมดูแล ซึ่งไม่มีเหตุรุนแรงแต่อย่างใด



