
ครม.นัดพิเศษดันท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ
ครม.นัดพิเศษดันแก้ปัญหาท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ ชี้ได้รับผลกระทบหนักสุด นายกฯ มอบให้ "ชุมพล" หารือเอกชนทำแผนฟื้นฟูเสนอ ครม.ในสัปดาห์หน้า ด้าน กกร.เสนอ 6 แนวทางให้รัฐบาลแก้ปัญหาให้ประเทศสงบ ขณะที่แรงงานจับตาแนวโน้มบริษัทเจ๊ง 394 แห่ง ลูกจ้างเข้าข่ายถูกเ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา ว่า ปัญหาหนักสุดที่เกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คือ ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ดังนั้น รัฐบาลจะกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ และ ครม.ได้มอบหมายให้นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หารือกับผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว และประมวลมาตรการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวก่อนเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า
“ผลกระทบที่หนักสุด คือ ภาคท่องเที่ยว เราจึงจะให้เรื่องการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะไปประมวลมาตรการที่ทำมาแล้วในช่วง 3 เดือน ที่ผ่านมา ว่ามีมาตรการใดบ้างที่จะต้องยืดเวลาออกไป หรือบางมาตรการที่ทำไปแล้วและมีปัญหาจะต้องมีการเร่งรัดกันต่อไป รวมถึงจะต้องมีการกำหนดมาตรการเพิ่มเติม ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะได้หารือกับผู้ประกอบการเพื่อกำหนดมาตรการก่อนเสนอ ครม.อังคารหน้า” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุม ครม.นัดพิเศษ นายกรัฐมนตรี แสดงความห่วงใยอย่างมากต่อภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง โดยระบุว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวถือเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่นายชุมพลเสนอให้มีการผลักดันให้แก้ปัญหาการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ เพราะเป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับแรงงานไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านคน และเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้เข้าประเทศอันดับต้นๆ ของประเทศ
ทั้งนี้ ในการประชุมสัปดาห์หน้ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะรายงานข้อเท็จจริงและผลกระทบของการท่องเที่ยวจากเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง รวมถึงเสนอแพ็กเกจการแก้ปัญหาให้ ครม.พิจารณาด้วย เพื่อยับยั้งหรือแตะเบรกไม่ให้การท่องเที่ยวทรุดลงไปมากกว่านี้ เช่น การยืดอายุมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเดิมออกไปจนถึงปลายปี อาทิ การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า การยืดเวลาลดหย่อนค่าลงจอดสนามบิน และการสนับสนุนให้มีการจัดประชุมและสัมมนาในประเทศ เป็นต้น รวมถึงจะมีการออกมาตรการเพิ่มเติม
"นายกรัฐมนตรีได้สอบถามเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะรายงานให้ ครม.ทราบต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดมีคำเตือนไม่ให้พลเมืองของตนเดินทางมาประเทศไทย มีเพียงแต่เตือนให้ใช้ความระมัดระวังเท่านั้น" นายวัชระระบุ
ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) วาระเร่งด่วน ว่า กกร.ได้ประเมินสถานการณ์หลังความวุ่นวายการเมืองเริ่มคลี่คลาย และมีความเห็นเสนอต่อรัฐบาลใน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.สนับสนุนกระบวนการปฏิบัติที่จะนำไปไปสู่ความสงบสุขในประเทศ 2.ให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเสมอภาค 3.เร่งรัดการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
4.สนับสนุนให้มีมาตรการเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะการอาศัยสื่อต่างประเทศ เวทีประชุมนานาชาติ ฯลฯ 5.สนับสนุนให้นำประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา และ 6.แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งทั้ง 6 เรื่องเป็นสิ่งที่ กกร.อยากให้ภาครัฐบาลและคนไทยร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความสงบสุขโดยเร็ว
นายสันติกล่าวถึงผลกระทบจากเหตุความวุ่นวายทางการเมือง ว่า มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวมากที่สุด สำหรับภาคอุตสาหกรรมยังไม่ชัดเจน เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน อย่างไรก็ตาม จากเหตุดังกล่าวทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ แต่จะมากน้อยแค่ไหนจะต้องพิจารณาต่อไป ซึ่งเชื่อมั่นว่า หากสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายในทางที่ดี น่าจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาดีขึ้น
“เท่าที่ดูสัญญาณขณะนี้เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐและจีนเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว ดังนั้น ภาคเอกชนจะขอรอดูเศรษฐกิจใน 2 ไตรมาสสุดท้ายว่าเป็นอย่างไร ก่อนประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ซึ่งเมื่อทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ อยากให้รัฐบาลได้พิจารณาที่จะจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา เพื่อชี้แจงสถานการณ์ต่างๆ ของไทย และขณะนี้ภาคเอกชนกำลังติดตามว่า เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเรียบร้อย เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน” ประธาน ส.อ.ท.กล่าว
ขณะที่นายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวการเลิกจ้างขณะนี้ยังไม่ชัดเจนในเรื่องตัวเลข เนื่องจากสถานประกอบการหลายแห่งอยู่ในช่วงหยุดกิจการในช่วงสงกรานต์ แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ในวันที่ 20 เมษายน ซึ่งเป็นวันเปิดทำการเป็นวันแรกว่า จะมีโรงงานไหนบ้างถือโอกาสไม่เปิดดำเนินกิจการต่อเนื่อง
ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองนั้น มีผลกระทบต่อสถานการณ์เลิกจ้างแน่นอน เนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ความต้องการซื้อจากต่างประเทศยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลไทย ทำให้กระทบธุรกิจบริการท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวไม่เดินทางเข้ามา คาดว่าจะปรากฏชัดในช่วงโลว์ซีซั่น ส่วนธุรกิจที่ยังไปได้ แต่คาดว่าจะได้รับผลกระทบต่อเนื่อง คือ ธุรกิจยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า สิ่งทอ ส่งออก เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
ทั้งนี้ กสร.กำลังติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานประกอบที่ได้รับผลกระทบ และมีแนวโน้มจะเลิกจ้างกว่า 394 แห่ง ลูกจ้างที่เข้าข่ายจะถูกเลิกจ้างอีก 66,022 คน
นายอาทิตย์กล่าวด้วยว่า วันศุกร์ที่ 24 เมษายนนี้ กระทรวงแรงงานจะติดตามประเมิน สรุปสถานการณ์และแนวโน้มการเลิกจ้าง ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจน รวมทั้งมีมาตรการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ส่วนสถานการณ์การเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551-เมษายน 2552 มีสถานประกอบการเลิกจ้างไปแล้วทั้งสิ้น 721 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้างไปแล้ว 376,205 คน



