
ขับเร็วชิดขวา...ขับช้าชิดซ้าย
ระยะหลังดิฉันกลายเป็น ที่ปรึกษาการเงิน และ ที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณ ให้แก่หลายๆ คน จนรู้สึกด้วยตัวเองว่า ถ้าผู้ชาย (ส่วนใหญ่) จัดการปัญหาด้านการเงินได้ดีเหมือนผู้หญิง และผู้หญิง (ส่วนใหญ่) จัดการปัญหาด้านความรักได้ดีเหมือนผู้ชาย โลกคงสงบสุขกว่านี้ เพราะ
แต่ก็ต้องยอมรับค่ะว่า เพราะเป็นเช่นนี้ ผู้ชายถึงต้องการผู้หญิง และผู้หญิงถึงต้องมีผู้ชาย สมดุลของโลกจึงเกิด
ธรรมชาติที่ทำให้ผู้หญิงประสบความสำเร็จเรื่องการจัดการด้านการเงินมากกว่าผู้ชาย อาจเป็นเพราะผู้หญิงอดทนสูง มีวินัยสูง (แม้ในหลายๆ ครั้งป้าย sale 50-70% จะสร้างแรงดึงดูดให้เข้าหาอย่างมากก็ตาม) แต่ขึ้นชื่อว่า “ผู้หญิง” ลองถ้าได้เก็บเงินเข้าบัญชีไปแล้ว รับรองว่า “หนึบ” กว่าผู้ชาย นอกจากนี้ ความกล้าได้กล้าเสียที่น้อยกว่า การกลัวความเสี่ยงที่มากกว่า ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่กล้าตัดสินใจอย่างผลีผลามด้านการเงินเหมือนกับผู้ชาย
จะบอกว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ มัก “มีวินัย” (เก็บแล้วเก็บเลย) และ “ไม่โลภ” (เพราะกลัวความเสี่ยง) ก็อาจจะไม่ผิด และแม้ว่าหลายๆ ครั้ง ความมีวินัยและไม่โลภจะทำให้เสียโอกาสที่มากกว่า แต่ผู้หญิงก็ยอมที่จะ “เสียดาย” มากกว่า “เสียใจ”
ถามว่าคิดแบบ “ผู้หญิง” จะถูกเสมอไปหรือไม่ ก็ตอบไม่ได้หรอกค่ะ เพราะนี่อาจไม่ใช่หลักคิดที่ดีที่สุดในการบริหารงาน แต่ที่แน่ๆ เป็นหลักคิดแบบ “ปลอดภัยไว้ก่อน” ซึ่งใช้ได้ในทุกๆ สถานการณ์ และไม่สร้างความเสียหายร้ายแรงแบบคนที่กล้าได้กล้าเสีย ไม่มีวินัยและอยากได้มากกว่า อย่างกรณีล่าสุดที่มีผู้ฟังรายการ “เงินทองต้องรู้” ถามเข้ามาในรายการ
ผู้ฟังท่านนี้ ฝากคำถามไว้ในเว็บบอร์ดของ www.nationradio.co.th ว่า ได้เข้าลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งตอนเข้าไปซื้อนั้น ดัชนีราคาหุ้นยังไม่ถึงระดับ 1,000 จุด พอถึงเดือนเมษายน ตลาดหุ้นคึกคักมาก ดัชนีราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 1,100 จุด เมื่อเห็นโอกาสทำกำไร 10% ในเวลาเพียงแค่ 2 เดือน ก็เลยตัดสินใจขายกองทุนแอลทีเอฟที่ซื้อออกไป
ดูเหมือนจะดีใช่ไหมคะ เพราะแค่ 2 เดือน มีกำไรจากการลงทุน 10% แบบนี้จะหาได้ที่ไหน คุ้มกว่าฝากเงินแบงก์ ที่ต้องฝากเป็นปีเลยถึงจะได้ผลตอบแทน 2-3%
เรื่องมันไม่ใช่แค่นั้นหรอกค่ะ เพราะการลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟนั้น มีเงื่อนไขกำหนดชัดเจนแน่นอนว่า กองทุนนี้มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนให้ผู้ลงทุนต้อง “ลงทุนระยะยาว” ก็ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ดังนั้น เขาจึงกำหนดเงื่อนไขให้ต้องลงทุนเป็นระยะเวลา 5 ปี (แปลว่า ต้องซื้อแล้วถือไว้ 5 ปีปฏิทิน) โดยสิ่งที่ผู้ลงทุนได้รับกลับคืนคือ เงินลงทุนในแต่ละปีสามารถนำไปเป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้ในปีนั้นๆ ได้
แม้คุณผู้ฟังท่านนี้ จะบอกว่า ก็ซื้อปีนี้ ขายปีนี้ ยังไม่ได้เอาเงินลงทุนไปใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่า การขายที่เกิดขึ้นนั้น ทางกองทุนรวม (รวมทั้งสรรพากร) ไม่คิดว่า เป็นการขายหน่วยลงทุนที่เพิ่งซื้อในปีนี้ เพราะตามหลักจะคำนวณแบบ “เข้าก่อน ออกก่อน” แปลว่า การขายครั้งนี้ เป็นการขายหน่วยลงทุนที่ซื้อมาก่อนหน้านี้
ปัญหาหนักกว่าเดิม เมื่อย้อนกลับไปดูแล้วพบว่า นี่คือ การขายผิดเงื่อนไข เพราะเงินลงทุนก้อนที่ถูกขายทำกำไรออกไป ยังมีอายุการลงทุนไม่ครบ 5 ปี หนำซ้ำผู้ลงทุนท่านนี้ยังใช้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีจากเงินลงทุนก้อนดังกล่าวไปแล้วอีกต่างหาก
งานนี้ต้องบอกว่า ปัญหาใหญ่ไม่ใช่น้อยค่ะ เพราะตามกฎของสรรพากร เมื่อเกิดการขายผิดเงื่อนไข ผู้ลงทุนท่านนี้ต้องคืนเงินภาษีในปีที่ใช้สิทธิ์ รวมทั้งต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก ส่วนกำไรที่เกิดจากการขายก็ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 3% ทำไปทำมา กำไรที่นอนยิ้มว่ารับเหนาะๆ 10% นั้น จะกลายเป็นต้องชักเนื้อตัวเองหรือเปล่าก็ไม่รู้
กรณีนี้ ถ้ามี “วินัย” และ “ไม่โลภ” การลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาวก็จะให้ประโยชน์สูงสุด ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงส่วนต่างของราคาหุ้นที่ดิฉันเชื่อว่า จะมากกว่า 10% หากว่าคุณรู้จัก “อดทน” และ “อดใจรอ”
โดยเฉพาะอะไรที่เกี่ยวกับสรรพากร ทำให้ถูกต้อง ให้ชัดเจนไว้ เป็นดีที่สุดค่ะ
ส่วนใครที่กลัว “เสียโอกาส” เพราะการลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาวต้องถือครองหน่วยลงทุนไว้ตั้ง 5 ปีปฏิทิน แล้วถ้าหากว่าระหว่างทาง หุ้นที่ลงทุนมีราคาเพิ่มขึ้นจนคุณอดใจไม่ไหวจริงๆ แต่จะขายทำกำไรก็ทำไม่ได้ เรื่องนี้ไม่มีอะไรยากเย็นเลย เพราะเราสามารถลงทุน “คู่ขนาน” ไปได้แบบสบายๆ
นั่นคือ ปล่อยให้กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ทำหน้าที่เป็นกลไกในการลดหย่อนภาษีและ “ออม” ให้คุณ เหมือนกับเวลาขับรถที่คุณขับช้าๆ หน่อย ปลอดภัยเยอะๆ ก็เลือกที่จะขับในช่องทางด้านซ้าย อดใจรอเก็บเกี่ยวดอกผลให้เต็มที่เมื่อขับรถถึงจุดหมายปลายทาง อาจจะช้าบ้าง แต่ถึงที่หมายสบายผิดกันแบบแน่นอนกว่า
ส่วนเงินอีกก้อนหนึ่ง ก็จัดสรรสำหรับการลงทุนในกองทุนเปิดที่มีนโยบายลงทุนเหมือนกันกับกองทุนแอลทีเอฟของคุณ ซึ่งปัจจุบันนี้ กองทุนรวมทุกแห่งก็ทำเหมือนๆ กันทั้งนั้น เพียงแต่คุณจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกองทุนเปิดที่ว่านี้ ดิฉันอยากเปรียบเทียบว่า กองทุนเปิดอันนี้ก็เหมือนกับช่องทางด้านขวาบนท้องถนน ที่เป็นเลนสำหรับ “แซง” เมื่อคุณต้องการเร่งความเร็ว ซึ่งก็เหมือนกับเป็นการทำกำไรเมื่อคุณต้องการรับรู้กำไรดังกล่าว
ปล่อยให้ “เลนซ้าย” ก็เหมือนกับการลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟ ไม่ต้องแซงซ้ายแซงขวา ขับไปเรื่อย แล้วก็ขับ “เลนขวา” ด้วยการลงทุนในกองทุนเปิดที่มีนโยบายลงทุนเหมือนกัน เพื่อรับรู้กำไรเวลาอยาก “แซง” เป็นระยะๆ หรือเรียกว่าเป็นเลนสำหรับปรับผลตอบแทนของคุณก็คงจะไม่ผิด
หลักคิดแบบนี้ สามารถนำไปปรับใช้กับการลงทุนประเภทอื่นๆ ด้วยก็ได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทองคำ ที่บางส่วนคุณสามารถซื้อทองคำแท่งไว้สำหรับ “เลนซ้าย” และซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำซึ่งมีสภาพคล่องสูงกว่าไว้สำหรับ “เลนขวา” หรือเปิดบัญชีเงินฝากประจำแล้วทำเป็นลืมๆ เหมือนขับรถเลนซ้าย และแสวงหาผลตอบแทนที่มากกว่าด้วยแคมเปญเงินฝากดอกเบี้ยพิเศษใส่ไว้ในเลนขวา หรือไม่จำเป็นที่สินทรัพย์ที่ลงทุนต้องเป็นประเภทเดียวกันก็ได้ค่ะ เลนซ้ายเป็นเงินฝาก เลนขวาเป็นหุ้นหรือทองคำที่เสี่ยงมากกว่า แต่ผลตอบแทนสูงกว่า ก็สามารถทำได้
ชีวิตจริง เราอาจขับรถได้ทีละเลน แต่ชีวิตการลงทุนสนุกกว่า เพราะคุณเลือกขับได้ทุกช่องทางพร้อมๆ กัน ขอแค่มี “ถนน” เท่านั้นก็พอ
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



