
เงินเฟ้อ เรื่องควรรู้
ช่วงนี้ตามหน้าหนังสือพิมพ์มักจะมีคำว่า เงินเฟ้อ ปรากฏให้เห็นบ่อยๆ รวมถึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา กลัวผลจะลุกลามบานปลายไปกันใหญ่
ในฐานะที่ขลุกและเขียนเกี่ยวกับเรื่องเงินเรื่องทอง ก็อดไม่ได้ที่จะขอแจมเสียหน่อย เอาเรื่องนี้มาพูดคุยกันพอเป็นกระสาย
เงินเฟ้อ ที่ได้ยินกันนั้น มักจะเกิดขึ้นกับสภาวะที่ราคาสินค้าหรือบริการเพิ่มสูงขึ้น และต้องเกิดอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นๆ หายๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ตามทฤษฎี หากภาวะนี้เกิดเล็กๆ ที่เรียกว่าเงินเฟ้ออ่อนๆ ก็นับว่าไม่แปลก ผมว่าดีด้วยซ้ำไป เพราะจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการอยากขายของ แต่หากมากไปจนควบคุมไม่ได้ ก็จะเกิดผลเสีย
ในภาคประชาชน ต้องยอมรับว่าเงินเฟ้อเกิดปุ๊บ ค่าของเงินที่มีอยู่ก็ด้อยลงปั๊บ ของชิ้นหนึ่งเคยใช้ร้อยบาทซื้อได้ แต่ต้องมาใช้ร้อยกว่าๆ แทน อย่างนี้ไม่ไหว ส่วนภาคเอกชน หากต้นทุนสูง ราคาไม่แน่นอน ก็เกิดความไม่มั่นใจในการผลิต ระบบเศรษฐกิจก็รวนไปหมด
ว่ากันว่าขณะนี้แรงกดดันจากเงินเฟ้อมาจากรอบทิศทาง ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันดิบที่เป็นต้นทุนของการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาพืชผลการเกษตรที่ทยอยปรับตัว ตลอดจนถึงนโยบายประชานิยมการปรับเงินเดือนข้าราชการ และค่าแรงขั้นต่ำต่างๆ
ผมเชื่อว่าแบงก์ชาติเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ขณะนี้ก็จับตาดูอยู่ โดยคาดการณ์ว่าราวไตรมาสสุดท้าย เงินเฟ้ออาจจะสูงจนพุ่งทะลุเกินสามเปอร์เซ็นต์จากกรอบที่เคยวางไว้อยู่ที่ระดับร้อยละศูนย์จุดห้าถึงสามก็เป็นได้
ที่น่าห่วงยิ่งกว่า หาก “เงินเฟ้อ” เป็นคีย์เวิร์ดที่ฝังในหัวกันมากไป ในทางจิตวิทยาถือเป็นการคาดการณ์เงินเฟ้อล่วงหน้า ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย
พ่อค้าแม่ขายก็จะมีการบวกต้นทุนที่คิดเอาเองในอนาคตเข้าไปด้วย สินค้าที่แพงอยู่แล้ว ราคาก็จะแพงขึ้นไปอีก กลายเป็นเงินเฟ้อระยะยาว พันกันเป็นลูกโซ่ไม่รู้จบ
การปรับเพิ่มดอกเบี้ยก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหา ผมเห็นแบงก์ต่างๆ สนองนโยบายแบงก์ชาติหันมาชูจุดขายให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงเป็นทิวแถว เพราะเชื่อว่าคนจะออมกันมากขึ้น ช่วยลดปริมาณเงินในระบบไม่ให้เฟ้อมากๆ ได้
ท่านนายกฯ เองก็ออกโรงพร้อมมาตรการอื่นๆ อย่างความพยายามที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่เป็นต้นทุนไม่ให้ขยับสูงขึ้นกว่านี้ แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยว่าเป็นการหาเสียงก่อนเลือกตั้งก็ตาม หรือการชูนโยบายเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน เพื่อให้มีกำลังซื้อไล่ตามเงินเฟ้อให้ทัน
เอาเข้าจริง ส่วนตัว ผมมองว่าถ้ารัฐแทรกแซงราคามากเกินไป หรือใช้ประชานิยมจนเกินเหตุ ผู้บริโภคก็จะไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปัญหานี้ก็จะไม่ได้รับการแก้ไขในระยะยาว
หนำซ้ำก็อาจกระทบต่อคลังของประเทศ เพราะการตรึงราคา จะทำให้รัฐขาดทุนขึ้นเรื่อยๆ จนปัญหาใหญ่โตก็เป็นได้
สำหรับผมเรื่อง “เงินเฟ้อ” จะยังไม่จบง่ายๆ ชาวบ้านร้านตลาดอย่างพวกเราต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิด อย่าได้ตกข่าวเป็นอันขาด
เพราะอย่างที่บอกเรื่องนี้กระทบกับประชาชนโดยตรงไม่มากก็น้อย ต้องดูห่างๆ อย่างห่วงๆ ครับ และหากมีอะไรคืบหน้า ไว้จะหาโอกาส เอามาเล่าให้ฟังอีกครับ
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์
[email protected]



