
สู้รบชายแดนศก.พังกรีดยางเก็บมันไม่ได้
คนชายแดนกระเป๋าฉีก เก็บผลผลิตมันสำปะหลัง-ยางพาราไปขายไม่ได้ เงินที่คาดว่าจะได้พอเหลือใช้จ่ายในครอบครัว แต่จากนี้ไปอาจเหลือเพียง "หนี" ที่ดูเหมือนจะงอกเงิยขึ้นทุกวัน
เสียงยิงปะทะบริเวณชายแดน ที่ดังรัวติดต่อกันกว่า 10 นัด ไม่ไกลจากสวนยางพาราที่ลุงปั่น โพธาราม ชาวบ้านช้างหมอบ หมู่ 14 ต.แมงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ กำลังไปเก็บก้อนยางเพื่อเตรียมนำไปขาย ทำให้ลุงตัดสินใจทิ้งจอบเสียมดายหญ้าทันที คว้าน้ำยางที่เก็บได้บางส่วนมาไว้ที่บ้านก่อน จะวิ่งสุดชีวิตมาที่หลุมหลบภัยชั่วคราว ซึ่งชาวบ้านช่วยกันสร้างขึ้นเองเพื่อหลบกระสุนปืนจากการปะทะกันตามแนวชายแดน
ทุกวันนี้ ลุงปั่น ได้แต่มองดูยางพาราที่ปลูกไว้ตามคันนากว่า 40 ไร่ มันถูกทิ้งมาหลายวัน ไม่มีใครเข้าไปดูแล นอกจากนี้ยางพารากว่า 12 ไร่ ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้วก็ไม่สามารถนำไปขายได้ เพราะไม่มีรถกระบะขนไปขายที่โรงงานรับซื้อยางพารา รถกระบะที่มีอยู่คันเดียวในบ้านก็ใช้ขนข้าวของสัมภาระนำไปไว้ที่บ้านญาติพี่น้อง เพื่อความปลอดภัยจากการปะทะกันในครั้งนี้ หากอยู่ในช่วงปกติที่เหตุการณ์บ้านเมืองสงบ ทุก 15 วัน ลุงปั่นจะมีรายได้จากการนำยางก้อนไปขายได้เงินคราวละหมื่นกว่าบาท เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทำให้ลุงปั่นขาดรายได้ไปแล้วกว่า 6,000 บาท
ส่วนเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังก็ได้รับความเสียหายจากผลพวงแห่งการสู้รบครั้งนี้เช่นกัน ไร่มันสำปะหลังที่ปลูกมานานกว่า 6 เดือน ในพื้นที่ 8 ไร่ ของนางวราญา กาทอง อายุ 36 ปี ชาวบ้านนิคม 2 ต.แมงมุด อ.กาบเชิง ที่กำลังให้ผลผลิตพร้อมเก็บเกี่ยว เธอและสามีตั้งใจว่าจะขุดมันสำปะหลังแปลงนี้ไปขายในวันที่ 26 เมษายน ซึ่งเป็นเวลาครบกำหนดที่จะเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง เพราะมีเปอร์เซ็นต์แป้งที่ให้คุณภาพดี หากเก็บเกี่ยวในช่วงนี้จะขายได้ราคาและตรงกับความต้องการของลานรับซื้อหัวมันสด เธอหวังว่าสิ้นเดือนนี้จะมีกำไรจากการขายมันสำปะหลังแปลงนี้กว่า 3 หมื่นบาท เงินที่ได้ตั้งใจจัดสรรเก็บออมไว้สำหรับใช้จ่ายในครอบครัว บางส่วนแบ่งไว้เป็นเงินทุนในการค้าขาย ที่เหลือจะซื้อข้าวเปลือกพันธุ์ดี รวมถึงต้นพันธุ์มันสำปะหลังมาปลูกในฤดูกาลหน้า
แต่ทันทีที่มีการปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา เมื่อวันที่ 22 เมษายน ทำให้จุดรับซื้อหัวมันสำปะหลังใกล้หมู่บ้าน 3 แห่ง คือจุดรับซื้อบ้านนิคม 2 บ้านคลองน้ำทรัพย์และบ้านสระทอง รวมทั้งอีกหลายแห่งใน อ.กาบเชิง และพนมดงรักปิดลานรับซื้อหัวมันสดทันที เพราะต่างหวาดกลัวเหตุการณ์ปะทะกัน รีบอพยพครอบครัวออกจากพื้นที่ไปอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพ จุดซื้อขายจึงต้องปิดไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าเหตุการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติ
"วราญา" และเพื่อนบ้านที่ปลูกมันสำปะหลังกังวลว่า เมื่อสิ้นเดือนเมษายน จะเข้าสู่ช่วงฤดูฝน หากจุดรับซื้อยังไม่เปิด มันสำปะหลังที่ปลูกในพื้นที่นาข้าวจะจมน้ำจนเน่าเสียหาย แต่หากเก็บเกี่ยวมาไว้ก่อนโดยที่ยังไม่มีที่ส่งขาย คุณภาพของมันสำปะหลังจะน้อยลง ขายไม่ได้ราคาตามที่ตั้งใจไว้ หรือลานมันจะไม่รับซื้อเลย เงินเก็บที่ลงทุนซื้อต้นพันธุ์มันสำปะหลังและค่าปุ๋ยที่ลงทุนไปกว่า 1.5 หมื่นบาท ก็จะหายไปในพริบตา เงินที่คิดว่าจะเป็นกำไรก็กลายเป็นหนี้สินที่ต้องรับภาระเพิ่มขึ้น
“ตอนนี้ถึงจะมีลานมันรับซื้อ แต่ชาวบ้านก็ไปเก็บพืชผลไม่ได้แล้ว เพราะส่วนใหญ่อพยพออกจากหมู่บ้านกันเกือบหมด ส่วนคนที่เหลืออยู่พยายามที่จะเก็บเกี่ยวบ้าง แต่พอตกเย็นก็ยิงกันไปมาอีก ชาวบ้านก็กลัวต้องรีบหลบกระสุนปืนที่มาไม่รู้ทิศทาง จะทำให้ตายเสียก่อนที่จะได้ใช้เงิน” วราญากล่าว
นายสรนัฐ เจริญพันธ์ ผู้ประกอบการรายย่อยที่เปิดจุดรับซื้อมันสำปะหลังที่ลานมันบุญเจริญ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ บอกว่า ปกติจะรับซื้อมันสำปะหลังวันละกว่า 10 ตัน ขายต่อไปที่โรงแป้งมันใน อ.เสิงสาง จ.บุรีรัมย์ หมุนเวียนกันทุกวัน ทำให้เศรษฐกิจในชุมชนละแวกนี้มีเงินสะพัดวันละหลายแสนบาท
เช้าวันที่ 22 เมษายน มีเกษตรกรนำมันสำปะหลังมาขายกันอย่างคึกคักเหมือนทุกวัน แต่ทันทีที่มีเสียงระเบิดตกลงมานัดแรก ทำให้ตัดสินใจหยุดการรับซื้อ และปิดลานมันทันที เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย นอกจากนี้ทหารที่หน่วยประจำการได้เร่งอพยพชาวบ้านออกไป โดยบอกว่าหมู่บ้านแนงมุดเป็นพื้นที่เสี่ยงที่อาจจะมีระเบิดและอาวุธจากฝั่งตรงข้ามมาตกในหมู่บ้าน จึงตัดสินใจเร่งระบายมันที่ตากอยู่กว่า 52 ตัน ไปขายต่อที่ อ.เสิงสาง พร้อมประกาศแจ้งผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้านว่า ปิดการรับซื้อชั่วคราว เพื่อไม่ให้เกษตรกรเร่งเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในระยะนี้ รอให้เหตุการณ์สงบ หลายวันแล้วที่เหตุการณ์ตามแนวชายแดนยังคงมีการปะทะกันต่อเนื่อง ชาวบ้านเองก็โทรศัพท์มาสอบถามตลอด แต่ก็ยังให้คำตอบไม่ได้
ส่วนบรรยากาศที่ด่านการค้าช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ร้านค้ากว่า 1,000 ร้านปิดตัวลง นายสุพรรณ ชมชื่น ชาวบ้านด่าน อ.กาบเชิง พ่อค้าขายอาหารสด ตัดสินใจปิดร้านพร้อมนำพืชผักบางส่วนกลับบ้าน เพราะเห็นว่าสถานการณ์การสู้รบยังคงตึงเครียด และไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ประกอบกับที่ด่านการค้าช่องจอมมีการตัดกระแสไฟฟ้า ซึ่งไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ จึงรู้สึกกังวลว่าจะมีการปะทะกันรุนแรง จึงเร่งขนสินค้ากลับบ้าน ดีกว่าปล่อยให้เน่าเสีย
กวินทรา ใจซื่อ เรื่อง
สมโภชน์ สมบัติ ภาพ



