ข่าว

 "มหกรรมพืชสวนโลก"เฉลิมพระเกียรติฯ99วัน

"มหกรรมพืชสวนโลก"เฉลิมพระเกียรติฯ99วัน

30 เม.ย. 2554

เหลือเวลาอีกไม่นาน และเริ่มนับถอยหลังสำหรับงาน "มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554" เพื่อการประชุมนานาชาติ สาธิตในการลดโลกร้อน โดยพืชสวนและการเกษตรกรรม รวมถึงการเกษตรทั้งโครงการพระราชดำริและโครงการส่วนพระองค์ โชว์ความก้าวหน้าของพืชพันธุ์ทั่วโล

      รวมถึงการแสดงศักยภาพในการพัฒนาด้านพืชสวนของไทย ตลอดจนให้มีการแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีด้านพืชสวนในระดับชาติ และระดับนานาชาติ

 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์กรมหาชน) จะจัดงาน "มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554” ระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554-15 กุมภาพันธ์ 2555 ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ การจัดงานครั้งนี้มีระยะเวลายาวนาน 99 วัน

 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคล 3 วาระ ในปี 2554 คือ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระเจริญชนมพรรษา 60 พรรษา

 การจัดงานครั้งนี้มีแนวคิด "ลดภาวะโลกร้อน ด้วยการใช้พืชสวนและทำให้เมืองเป็นสีเขียว" ดังนั้น จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าภาพ จึงต้องเริ่มต้นการจัดให้เชียงใหม่เป็นเมืองสีเขียวในทุกด้าน ทั้งก่อนและหลังการจัดมหกรรมนี้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมตามข้อกำหนดของสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (เอไอพีเอช) ได้แก่ การจัดสวนนานาชาตินอกและในอาคาร ภายใต้แนวคิด Flower for Cooling the Wold เป็นการจัดนิทรรศการพืชสวนในรูปแบบต่างๆ นิทรรศการลดภาวะโลกร้อน ประหยัดพลังงาน และประกวดพืชพรรณต่างๆ

 ขณะนี้เริ่มเตรียมความพร้อมด้วยการเชิญเอกอัครราชทูตและอุปทูตจากประเทศต่างๆ เพื่อเชิญชวนให้มาร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ 2554 ล่าสุดมีหลายประเทศตอบรับเข้าร่วมงานนี้แล้ว ประเทศที่ตอบรับแล้วได้แก่ ซูดาน เคนยา เนปาล อินโดนีเซีย เนเธอร์แลนด์ ตุรกี ภูฏาน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อาร์เมเนีย และ ปากีสถาน 

 ส่วนประเทศอื่นๆ กำลังรอคำตอบ ขณะนี้คาดว่าจะได้รับการตอบรับและความร่วมมือจากกว่า 30 ประเทศที่เคยเข้าร่วมจัดสวนในพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ “ราชพฤกษ์ 2549” โดยได้เตรียมพื้นที่สำหรับประเทศอื่นๆ ที่มีความประสงค์ร่วมงานในครั้งนี้อีก

 โดยจุดเด่นอยู่ที่การจัดแสดงเทคโนโลยีและนิทรรศการเกี่ยวกับพืชสวนและการเกษตรทั้งภายในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก

 ส่วนของประเทศไทยนั้น จะเน้นการนำเสนอแนวคิดอาหารปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ สวนพืชเมืองร้อนที่แสดงความหลากหลายชนิดพันธุ์ของพืชสวน ได้แก่ ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ สมุนไพร ผัก และพืชสวนอุตสาหกรรม ซึ่งจะปลูกมากกว่า 2.5 ล้านต้น 2,500 ชนิด พร้อมกันนั้นยังมีการแสดงของหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์จากไหม ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ 
 
    ในงานมหกรรมครั้งนี้ จะมีการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ จำนวน 11 การประชุม อาทิ การประชุมลดสภาวะโลกร้อน การประชุมไหมโลกครั้งที่ 22 การประชุมปรับปรุงพันธุ์พืชครั้งที่ 12 และการประชุมนานาชาติด้านไม้ผล สมุนไพร ผัก กล้วยไม้ เป็นต้น และการประชุมในประเทศจะมีจำนวนทั้งสิ้น 6 การประชุม

 ในส่วนของการบริหารจัดการนั้น จากเดิมที่สำนักงบประมาณได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 444,891,400 บาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ การจัดกิจกรรม และการจัดนิทรรศการ จำนวน 392,502,100 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 52,389,300 บาท คาดว่าจะเกิดผลดีด้านเศรษฐกิจของประเทศ และเศรษฐกิจชุมชนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยว เพราะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในช่วงการจัดงาน และจังหวัดใกล้เคียง จึงมีรายได้ทั้งจากนักท่องเที่ยวคนไทย และ นักท่องเที่ยวต่างชาติ

 ขณะเดียวกัน ธุรกิจด้านการโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และบริการต่างๆ ก็จะมีการเติบโตตามไปด้วย ทั้งในส่วนของ จ.เชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน และธุรกิจกลุ่มต่างๆ มีรายได้มากขึ้น รวมไปถึงธุรกิจด้านพืชสวนด้วย จะส่งผลให้เกิดการเจรจาติดต่อซื้อขายพืชสวนมากขึ้น เป็นการนำรายได้สู่ภาคการเกษตรของไทยBottom of Form