ข่าว

ไทย-เขมรส่อแรงขึ้นฮุนเซนขอมติสภารบ

ไทย-เขมรส่อแรงขึ้นฮุนเซนขอมติสภารบ

30 เม.ย. 2554

หึ่ง “ฮุน เซน” ขอมติสภาเขมรออก พ.ร.บ.สู้รบตามแนวชายแดน “ประวิตร-ประยุทธ์” หวั่นแรงขึ้น สั่งมทภ.2 เกาะติดแนวรบ 24 ชม. จวกเขมรตี 2 หน้าให้ตายใจ แอบเอาข้อตกลงวันที่ 28 เม.ย.ออกแถลงการณ์ 6 ข้อ ทั้งที่ไทยไม่รับรู้ แถมเกี่ยงให้ไทยถอนกำลังพ้นปราสาทตาควาย-ตาเมือ

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ตลอดทั้งวันที่ 29 เมษายน ยังไม่มีเสียงการปะทะกันระหว่างกองกำลังทหารไทย-กัมพูชา หลังจากช่วงกลางดึกวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมาได้มีการปะทะกันอย่างรุนแรงจนทำให้ทหารพรานเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 นาย และ บาดเจ็บอีก 5 นาย

 ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้กองกำลังทหารกัมพูชา ได้มีการปรับแผนเชิงรุกในพื้นที่ด้วยการส่งหน่วยรบพิเศษแทรกซึมเข้ามาในพื้นที่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนเป้าหมายจากการขุดหลุมพรางเพื่อโจมตีกองกำลังทหารไทย ได้มีการปรับเปลี่ยนแผนมาเป็นการพรางตัวซุ่มโจมตีอยู่ตามต้นไม้ เมื่อทหารพรานชุดลาดตระเวนของไทยไปพลก็จะเกิดการปะทะกัน ดังนั้น เมื่อคืนวันที่ 28 เมษายน จึงมีเสียงปืนจากการปะทะตลอดทั้งคืน ทั้งนี้ การปะทะกันตลอดคืนส่วนใหญ่จะปะทะกันด้วยมีด ปืนเล็ก และลูกระเบิด เท่านั้น

 ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ในพื้นที่จะยุติตามที่ พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ประสานมายัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย จึงสั่งให้ติดตามสถานการณ์ 24 ชั่วโมง

 ต่อมา พล.ท.ธวัชชัย ได้เรียกประชุมหน่วยขึ้นตรงของกองทัพภาคที่ 2 เพื่อวางแผนในการติดตามสถานการณ์ รวมถึงการเตรียมหน่วยกำลังในพื้นที่ให้มีความ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากขณะนี้มีข่าวว่า สมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้มีการนำเรื่องการปะทะกันของกำลังทหารไทย-กัมพูชาตามแนวชายแดนเข้าหารือในที่ประชุมรัฐสภาเพื่อขอมติในการออกพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) การสู้รบในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว และได้มีเสียงตามสายแจ้งเรื่องดังกล่าวผ่านมายังกำลังทหารกัมพูชาที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่ด้วย

 แหล่งข่าวหน่วยงานด้านความมั่นคง ระบุว่า สถานการณ์ในพื้นที่ไม่น่าจะยุติลงง่าย ๆ แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะมีการสั่งการให้ พล.ท.ธวัชชัย ไปหารือกับ พล.ท.เจีย มอญ ผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 ที่บริเวณช่องจอม เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อให้ยุติการปะทะกันก็ตาม เพราะเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อคืนวันที่ 28 เมษายน เป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่า กัมพูชาไม่จริงใจในการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

 "โดยเฉพาะ สมเด็จ ฮุน เซน ที่มีการนำปัญหาการปะทะกันของทหารไทย-กัมพูชา เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเพื่อให้ออกมติเป็น พ.ร.บ.การสู้รบ แต่ขณะนี้ในส่วนของกองทัพก็ให้มีการเจรจาพูดคุยกันเพื่อให้หยุดการปะทะ ดังนั้น เมื่อกองทัพ และรัฐบาลกัมพูชา ไม่ได้มีความเห็นสอดคล้องกัน จึงเชื่อได้ว่าสถานการณ์นับจากนี้ไปยังน่าเป็นห่วงมาก โดยขณะนี้กองทัพรอการกลับมาของ พล.อ.ประวิตร ว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรต่อไป เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด เพราะหากปล่อยไว้แบบนี้จะไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย" แหล่งข่าว ระบุ

 แหล่งข่าวคนเดิม ตั้งข้อสังเกตอีกว่า เป็นที่น่าแปลกว่ากองทัพกัมพูชาพยายามพูดคุยกับกองทัพไทย เพื่อหาข้อยุติเหตุการณ์ปะทะกัน โดยเฉพาะตัวของ พล.อ.เตีย บันห์ กับ พล.อ.ประวิตร ที่ได้มีการพูดคุยกันตลอดเวลาเพื่อขอให้ยุติการปะทะกัน แต่รัฐบาลกัมพูชากลับนำเหตุการณ์ปะทะกันไปขอมติต่อที่ประชุมรัฐสภาออกเป็น พ.ร.บ.การสู้รบ ดังนั้น จึงอยากถามความจริงใจของกัมพูชาว่ามีมากน้อยแค่ไหน

 "ในการพูดคุยกันของ พล.ท.ธวัชชัย กับ พล.ท.เจีย มอญ เมื่อวันที่ 28 เมษายน เพื่อตกลงการหยุดยิง ซึ่งฝ่ายไทยยังไม่ได้มีการออกเป็นข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าว แต่ขณะนี้รัฐบาลกัมพูชากลับมาออกเป็นหนังสือแถลงการณ์เกี่ยวกับการพูดคุยกันในครั้งนี้ถึง 6 ข้อด้วยกัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวคล้ายเป็นการมัดมืดชก ทั้งที่ได้มีการตกลงกันเฉพาะแค่ในระดับพื้นที่เท่านั้น" แหล่งข่าวทางการทหาร เผย

 รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ปัญหาการเมืองภายในประเทศกัมพูชาค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะรัฐบาลกับฝ่ายค้านที่มีการตอบโต้กันอย่างหนัก เนื่องจากอีก 6 เดือนข้างหน้าจะเกิดการเลือกตั้งใหม่ของกัมพูชา รวมถึงปัญหาการบังคับบัญชาภายในกองทัพกัมพูชาที่ไม่ค่อยเป็นเอกภาพจึงทำให้สถานการณ์ในพื้นที่เกิดช่องว่าง ไม่รู้ใครฟังใครแล้ว เพราะรัฐบาลก็เดินอีกทาง ส่วนกองทัพก็เดินไปอีกทาง

 รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ก่อนหน้านี้ทางกองทัพกัมพูชาได้เสนอข้อตกลงมายังกองทัพไทยว่าจะให้มีการยุติเหตุการณ์ปะทะกันในพื้นที่ แต่ไทยจะต้องทำตามข้อเรียกร้องด้วยการถอนกำลังทหารที่อยู่บริเวณพื้นที่ปราสาทตาควาย กบปราสาทตาเมือนธม เสียก่อน โดยให้กำลังทหารไทยกลับไปอยู่เดิม แต่กองทัพไทยไม่เห็นด้วย เนื่องจากปัญหาที่ผ่านมาถือว่ารุนแรงมาก ที่สำคัญ ยังทำให้กำลังทหารไทย และประชาชนเสียชีวิต และรับบาดเจ็บจำนวนมาก จะให้ถอยง่ายๆ เหมือนกับไม่มีเรื่องอะไรคงทำไม่ได้ทำให้ข้อเสนอดังกล่าวตกไปในที่สุด