
มาร์คชี้เขมรฟ้องศาลโลกไทยไม่เสียเปรียบ
"ปณิธาน"เผย"กต.-รบ."รู้แล้วกัมพูชาจะต้องยื่นปมปัญหาชายแดน"ไทย-เขมร"เข้าศาลโลก ระบุทุกอย่างได้มีการเตรียมการรับมือไว้แล้ว ลั่นไทยพร้อมชี้แจงทุกเวที มาร์คชี้เป็นไปตามคาดลั่นไทยไม่เสียเปรียบ
(29เม.ย.) ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเวลา 15.15 น.นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี ,พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับกเเหตุการณ์การปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ครั้งล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา
นายปณิธาน กล่าวว่า รัฐบาลไทยรู้สึกผิดหลังกับการเหตุการณ์การปะทะที่เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่มีการพูดคุยกัน ในระดับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียใจกับครอบครัวของทหารไทยและคนไทยที่เสียชีวิต คือนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย.มีผู้เสียชีวิตไปแล้วทั้งทหารและประชาชน รวม 7 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ ขอเรียกร้องกัมพูชาให้กลับมาปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้มีการหยุดยิงและกับมาสู่การเจรจา
นายปณิธาน กล่าวอีกว่า ในการดำเนินการเพื่อต่อสู้คดี ที่กัมพูชานำเรื่องปราสาทเขาพระวิหารขึ้นสู่ศาลโลก นายกฯ ได้มีคำสั่งให้มีการจัดตั้งคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดทิศทางการต่อสู้คดี นอกจากนี้นายกฯ เตรียมที่จะชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อผู้นำอาเซียนในระหว่างที่มีการประชุม สุดยอดอาเซียน ที่กรุงจาร์กาต้า ประเทศอินโดนีเซีย โดยเรามีความพร้อมจะใช้ทุกเวที ในการชี้แจงเรื่องนี้
นายธานี กล่าวต่อว่า การที่กัมพูชา ยื่นเรื่องปราสาทพระวิหารฟ้องต่อศาลโลก เป็นเรื่องที่ เรารู้มานานแล้ว และได้มีการเตรียมแผนไว้รองรับแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ได้แจ้งเรื่องนี้ให้กับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ทราบในช่วงที่มีการประชุมเจซี เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชาชะงักงัน ทางกัมพูชาจะยื่นฟ้องต่อศาลโลกทันที โดยในเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศได้มีการศึกษาประเด็น และเตรียมรายละเอียดของกฎหมายพร้อมกับว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อที่จะเตรียมต่อสู้คดีนี้
มาร์คชี้เป็นไปตามคาดลั่นไทยไม่เสียเปรียบ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปิดห้องหารือกับนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ที่ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล โดยใช้เวลาหารือกัน 20 นาที
จากนั้นนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทีกัมพูชายื่นขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาเมื่อปี พ.ศ. 2505 ว่า ตนได้รับทราบ และที่จริงเราก็มีการเตรียมการก่อนหน้านี้มีการจ้างที่ปรึกษากฎหมาย และวันนี้ได้สั่งการไปว่าให้จัดระบบเป็นทีมที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางที่จะดำเนินการต่อสู้คดี
“เรามีความพร้อมในเรื่องนี้ เรามีทีมปรึกษาและเตรียมประเด็นต่างๆไว้แล้ว เชื่อว่าเราจะไม่เสียเปรียบในเวทีศาลโลก และเราพร้อมที่จะเดินหน้าต่อสู้ เพราะไม่ได้เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายว่าในที่สุดถ้าหากว่าทางกัมพูชาพยายามที่จะใช้เวทีนั้น เวทีนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะวกมาตรงจุดนี้ ” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าทั้งหมดที่เขาทำเป็นการปูทางสู่ศาลโลกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราไม่สรุปอย่างนั้น เพราะต้องดูเหตุการณ์ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะมีการเคลื่อนไหวในเวทีอื่นๆอีก เมื่อถามต่อว่า ประเด็นที่กัมพูชาจะเสนอคือเรื่องใด นายกฯ กล่าวว่า เป็นการตีความคำพิพากษาของปี ค.ศ. 1962 เพราะเขาไม่สามารถเสนอเป็นเรื่องใหม่ได้อยู่แล้ว
เมื่อถามว่าอาจจะมีการขยายผลตัวแผนที่ 1 : 200,000 ด้วย นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพื้นที่รอบรอบปราสาท เมื่อถามต่อว่าการตีความคดีเดิมจะผูกมัดว่าไทยต้องขึ้นศาลโลกด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ แต่เราได้เตรียมการต่อสู้ไว้ว่าตามแนวทางที่เหมาะสมที่สุดจะเป็นอย่างไร ก็มีแง่มุมทั้งข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง
เมื่อถามว่าเมื่อวาน(28 เม.ย.)มีการคุยกันแล้วว่าจะยุติการปะทะแล้ว แต่ก็ยังมีการปะทะกันอีก นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ยังมีการคุยกันอีก เมื่อถามว่าแต่ยังมีการตีสองหน้า เพราะมีการขอโทษ แต่ก็โจมตี นายกฯ กล่าวเพียงว่า เขายิงมาเราก็ตอบโต้
ช่องสะงำหวิดปะทะหลังกัมพูชาทำปืนลั่นจนท.หนีตายจ้าละหวั่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. ได้เกิดเสียงปืนดังขึ้นนับรวม 5 - 6 นัด ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ โดยเกิดเสียงปืนดังสนั่นชายแดนช่องสะงำ ที่บริเวณทิศตะวันออกตลาดเขมร ตรงฐานตชด.สะงำ ฝั่งประเทศกัมพูชา ตรงกันข้ามด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองศรีสะเกษ ห่างด่านศุลกากรประมาณ 30-40 เมตร ห่างฐานปฏิบัติการชนแดนช่องสะงำ ทพ.2307 ประมาณ 100 เมตร
โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนกัมพูชาทำปืนลั่น 5-6 ซ้อน ส่งผลเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่นายด่านศุลกากร ที่กำลังนั่งปฏิบัติหน้าที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ พากันหนีตายจ้าละหวั่น หวิดเกิดการปะทะ ทหารไทย
เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เจ้าหน้าที่อส.เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบที่มาของเสียงปืนปรากฏว่าผลตรวจสอบทราบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนของกัมพูชาได้นำอาวุธประจำกายมาตรวจสภาพทำความสะอาด ล้างลำกล้อง และประมาทเลินเล่อ ไม่นำกระสุนออกจากรังเพลิง เป็นผลเกิดปืนลั่นสนั่นดังกล่าวโดยไม่ได้ตั้ง สร้างความตระหนกตกใจให้กับประชาชนในพื้นที่ เป็นอย่างมากและหวั่นว่าจะมีการสู้รบกันจริงๆ
เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของไทยยืนยันว่าเป็นอุบัติเหตุปืนลั่นจากฝั่งกัมพูชาเท่านั้นและฝากให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นจะสามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแน่นอน
ไทยปะทะเขมรอพยพกว่า 4.8 หมื่นคนตั้ง44 จุดรับรอง
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงเหตุปะทะกัน ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ว่า ได้มีการอพยพราษฎรในพื้นที่ไปอาศัยยังจุดรองรับผู้อพยพ รวม 44 จุด 48 ,192 คน แยกเป็น จ.สุรินทร์ อพยพราษฎร 40,377 คน ไปจุดรองรับผู้อพยพ 35 จุด ได้แก่ จุดรองรับผู้อพยพอำเภอพนมดงรัก 3 จุด ผู้อพยพ 7,221 คน จุดรองรับ ผู้อพยพอำเภอกาบ เชิง 3 จุด ผู้อพยพ 1,976 คน จุดรองรับผู้อพยพอำเภอปราสาท 21 จุด ผู้อพยพ 24,799 คน และจุดรองรับผู้อพยพ อำเภอสังขะ 8 จุด ผู้อพยพ 6 , 381 คน ส่วน จ.บุรีรัมย์ อพยพราษฎร 7 ,815 คน ไปอาศัยที่จุดรองรับผู้อพยพ รวม 9 จุด ได้แก่จุดรองรับ ผู้อพยพอำเภอบ้านกรวด 7 จุด ผู้อพยพ 6, 963 คน จุดรองรับผู้อพยพอำเภอประโคนชัย 2 จุด ผู้อพยพ 852 คน
ปภ. ได้สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์ โดยจัดเจ้าหน้าที่ 80 นาย พร้อมรถผลิตน้ำดื่ม 6 คัน รถไฟฟ้าส่องสว่าง 8 คัน รถบรรทุกน้ำ 19 คัน เต็นท์ 423 หลัง เต้นท์อำนวยการ 5 หลัง รถบรรทุกขนาดใหญ่ 2 คันผ้าห่มไหมพรม 27,7 00 ผืน สุขาเคลื่อนที่ 60 หลัง และรถสุขา 3 คัน ออกให้บริการแก่ประชาชนตามจุดรองรับผู้อพยพต่างๆ



