ข่าว

ประวิตรวอน"จีน"กล่อมเขมรหยุดยิง-เจรจา

ประวิตรวอน"จีน"กล่อมเขมรหยุดยิง-เจรจา

29 เม.ย. 2554

เมื่อเช้าวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มี "สัญญาสุภาพบุรุษ" ที่กองทัพไทยและกองทัพกัมพูชาตกลงกันไว้ว่า จะมีการหยุดยิง และหยุดการใช้อาวุธหนักตอบโต้กัน

 น่าสนใจว่า ข้อตกลง "หยุดยิง" โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปะทะเดือด คือ ปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือนธม ตั้งแต่เที่ยงวันที่ 28 เมษายน ไปจนถึงเช้าตรู่วันที่ 29 เมษายนนี้ จะถูกฉีกลงอีกรอบหรือไม่ หลังจากสัญญาฉบับแรกเคยถูกเขมรขยำทิ้งมาแล้ว

 "เบื้องหลัง" การหย่าศึกครั้งนี้ เป็นฝีมือของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน หลังจาก รมว.กลาโหมของจีนเชิญไปเยือนตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน

 โดย "ผู้ใหญ่" ของรัฐบาลจีนได้ "ต่อสาย" ไปยังกัมพูชา เพื่อขอให้ยุติการปะทะกันระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งเมื่อพี่เบิ้มจีนขอกันขนาดนี้ มีหรือที่กัมพูชาจะกล้าขัดใจ !!

 เพราะทุกวันนี้รัฐบาลจีนเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือกัมพูชารายใหญ่ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้ง "อาวุธยุทโธปกรณ์" ที่อภินันทนาการมาให้ปีละไม่รู้กี่พันล้านบาท

 เมื่อพี่เบิ้มจีนกล่อมกัมพูชาสำเร็จ พล.อ.ประวิตรจึงต่อสายตรงมายัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เพื่อหาช่องทางพูดคุยกันทันที

 พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการให้ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 นัดหมายกับ พล.ท.เจีย มอน ผู้บัญชาการภูมิภาคที่ 4 และ พล.ท.สรัย ดึ๊ก ผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ของกัมพูชา เพื่อเจรจาหยุดยิง

 โดยใช้ “ช่องจอม” จ.สุรินทร์ เป็นสถานที่ "หารือลับ" โดยผู้นำทางทหารของทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า การแก้ปัญหาเขตแดนไม่ควรใช้กำลังทหาร แต่ควรยุติที่การสำรวจ และปักปัน "หลักเขตแดน" ร่วมกันมากกว่า

 ส่วนประเด็นที่ฝ่ายไทยเรียกร้องจากฝ่ายกัมพูชาคือ การใช้ยุทธวิธีทางการทหารของกัมพูชาที่นำ "เด็ก-สตรี-คนชรา" มาเป็น "แนวหน้า" ร่วมกับทหารในแนวรบ ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสีย และจะทำให้ภาพลักษณ์ของไทยเสียหาย

 ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า สาเหตุหลักของการเปิดแนวรบอย่างรุนแรงครั้งนี้ มาจากความต้องการเบี่ยงเบนปัญหา "การเมืองภายใน" ของกัมพูชาที่กำลังรุมเร้า และกัมพูชาก็กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในอีก 5-6 เดือนข้างหน้า

 ดังนั้น สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จึงต้องการจะปลดล็อกปัญหาภายในกัมพูชา และสร้างคะแนนนิยมให้แก่ตนเอง รวมทั้ง พล.ท.ฮุน มาเนต รองผู้บัญชาการทหารบก ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไปในตัว

 นอกจากนี้ยังอาศัยจังหวะนี้ ผลักอดีต "ทหารเขมรแดง" มาเป็น "ทัพหน้า" ในแนวรบ เพื่อต้องการให้สูญเสีย หรืออ่อนกำลังลง เพราะขณะนี้มีการเคลื่อนไหวของกองกำลังอดีตทหารเขมรแดงเก่าอยู่หลายกลุ่มที่ไม่พอใจการทำงานของรัฐบาลฮุน เซน

 โดยเฉพาะการปกครองภายในกองทัพกัมพูชา ที่มักจะเป็นแบบ “เลือกที่รัก-มักที่ชัง” จึงทำให้กองทัพเริ่มแตกแยก และยิ่งเส้นทางการเติบโตของ พล.ท.ฮุน มาเนต เป็นไปในแบบ "ก้าวกระโดด" มากเท่าไหร่ก็ยิ่งสั่งสมความไม่พอใจมากขึ้นเท่านั้น

 เมื่อยุทธศาสตร์การรบ คือ ต้องการกำจัดเขมรแดง และกลบเกลื่อนปัญหาภายในของตน ยุทธวิธีการรบของกัมพูชาจึงเป็นไปอย่าง "สะเปะสะเปะ" ไม่เป็นเอกภาพ

 โดยเฉพาะการขนกำลังอดีตทหารเขมรแดงเก่าเข้ามาเป็นด่านหน้า และให้กำลัง "ทหารหลัก" อยู่ใน "กองสนับสนุน" เท่านั้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่า กัมพูชาต้องการจะกำจัดอดีตทหารเขมรแดงให้สิ้นซาก โดย "ยืมมือ" กองทัพไทย ปูทางสู่การกระชับอำนาจที่มั่นคงในอนาคต

 นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์อีกประการของกัมพูชา คือ ต้องการขยายพื้นที่การสู้รบ และสร้างความเสียหายให้แก่ราษฎรไทยให้มากที่สุด เห็นได้จากการเลือกใช้อาวุธหนักอย่างจรวดหลาย 40 ลำกล้อง หรือ "บีเอ็ม 21" ซึ่งไม่ใช่อาวุธนำวิถี ไม่สามารถจำกัดพื้นที่ความเสียหายได้

 ส่วนการเลือกใช้ฐานที่มั่นทางทหารในพื้นที่ที่มีราษฎรกัมพูชาอาศัยอยู่หนาแน่น เช่น การตั้งฐานที่มั่นอยู่หลัง "ชุมนุมชนช่องจอม" ก็ส่อเจตนาที่จะให้เห็นภาพความสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อนำไปกล่าวประณามไทยในเวทีโลก

 ฉะนั้น กองทัพภาคที่ 2 จึงทำหนังสือด่วนไปยัง นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประท้วงการกระทำของกองทัพกัมพูชา เพราะในการทำสงครามควรกันประชาชนให้ห่างจากพื้นที่ปะทะ ไม่ใช่นำมาเป็น "โล่มนุษย์" เช่นนี้

 นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า แนวทางการเจรจาแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา กระทรวงได้จัดเตรียมไว้แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากอาจมีผลต่อการเจรจาที่จะมีขึ้น แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจของกัมพูชา

 ส่วนความคืบหน้าเรื่องเขตแดนก็มีความชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ โดยการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ก็เตรียมส่งชุดสำรวจหลักเขต หมายเลขที่ 1-23 (บริเวณปราสาทตาเมือน) พร้อมคัดเลือกบริษัทถ่ายภาพแผนที่ทางอากาศ

 โดยสองเรื่องนี้ จะสามารถดำเนินการได้ทันที หากผ่านกระบวนการพิจารณาทางรัฐสภา ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติถอนบันทึกเจบีซี 3 ฉบับ ออกจากการพิจารณาของรัฐสภา ก็แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายไทยไม่มีเจตนาจะเตะถ่วงการแก้ไขปัญหาเขตแดน

 นั่นคือท่าทีของ "กองทัพ" และ "การทูต" ของไทย ที่แสดงออกถึงความต้องการ "สันติวิธี" อย่างจริงใจ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี ที่หลังจากพี่เบิ้มจีนออกโรงมาเคลียร์ปัญหาเอง "สันติภาพ" ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จึงบังเกิดขึ้นโดยพลัน

ทีมข่าวความมั่นคง