ข่าว

"ธปท.-คลัง"มั่นใจศก.ไทยปีนี้โตเกิน4%

"ธปท.-คลัง"มั่นใจศก.ไทยปีนี้โตเกิน4%

29 เม.ย. 2554

มั่นใจเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวดี ธปท.ยืนเป้าหมายปีนี้เติบโต 4.1% ขยับเงินเฟ้อทั่วไปขึ้นเป็น 3.9% เหตุราคาน้ำมันพุ่ง-ต้นทุนราคาสินค้าเพิ่ม อาจส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐานหลุดเป้าในครึ่งปีหลัง ด้านคลังยันปีนี้จีดีพีโตเกิน 4%

 นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ในระดับ 4.1% เท่าเดิม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกมีแนวโน้มเติบโตได้ดี แม้ช่วงปลายไตรมาสจะได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยในภาคใต้และภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่นบ้าง แต่ผลกระทบดังกล่าวถือว่าอยู่ในวงจำกัด แต่คณะกรรมการได้ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปจากระดับ 3.4% เป็น 3.9% จากราคาน้ำมันดิบและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น และลดประมาณการเงินเฟ้อพื้นฐานลงจากระดับ 2.5% มาอยู่ที่ระดับ 2.3% เป็นผลจากต่ออายุมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพต่างๆ

 “คณะกรรมการประเมินว่า แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องชัดเจนในระยะต่อไป โดยเงินเฟ้อพื้นฐานปีนี้เร่งขึ้น จากแนวโน้มการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการไปสู่ผู้บริโภคตามทิศทางสินค้าโภคภัณฑ์และน้ำมันหลังจากไม่สามารถปรับราคามาแล้วระยะหนึ่ง รวมทั้งมาตรการต่างๆ ของรัฐที่อุดหนุนค่าครองชีพจะสิ้นสุดลง ส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐานมีโอกาสออกนอกกรอบเป้าหมายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง” นายไพบูลย์กล่าว

 ด้าน นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.มั่นใจว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้จะอยู่ที่ 4-5% ได้อย่างแน่นอน โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ การส่งออก การบริโภคภายในประเทศ การลงทุนภาคเอกชน การผลิตในภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการท่องเที่ยว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็มั่นใจว่าจะอยู่ในกรอบ 3.1-4.1% ส่วนผลกระทบจากภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่นกรณีไม่สามารถนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ได้นั้น ประเมินเอาไว้ว่าจะกระทบจีดีพีแค่ 0.1% โดยในการประเมินจีดีพีครั้งต่อไปในเดือนมิถุนายน จะนำปัจจัยราคาน้ำมันมาประกอบการพิจารณาด้วย

 "ในไตรมาสแรกปีนี้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 4% จากการส่งออกที่ขยายตัวในระดับสูง สะท้อนได้จากมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐเดือนมีนาคมที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยมูลค่า 2.13หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัว 30.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน" นายบุญชัยกล่าว