ข่าว

  “มานวธรรม”แนวคิดในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ(1)

“มานวธรรม”แนวคิดในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ(1)

29 เม.ย. 2554

ผมถูกฝึกมาตลอดชีวิตของการทำงาน ให้เชื่อว่าก่อนจะคิดลงมือทำกิจการใด ก่อนอื่นจะต้องแสวงหาแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และต้องอ้างอิงถึงแหล่งที่มาที่ไปได้ให้เพียงพอก่อน เพื่อประกอบกับการตัดสินใจ

ดังนั้น ในห้องสมุดของผมจึงมีข้อมูลที่ผมสนใจมากมายที่ได้สะสมเอาไว้  ซึ่งฐานข้อมูลที่หลากหลายเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นโครงสร้างที่แท้จริงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเรา เป็นความจริงที่ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงเหล่านี้ครับ

 รายงานการประเมินความยากจนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2551) พบว่า คนไทยประมาณ 5.4 ล้านคน ตกอยู่ในสภาวะยากจนอย่างที่สุด คิดเป็น 8.48% คนจนในที่นี้หมายถึงผู้มีรายจ่ายเพื่อการบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจน (Poverty Line) เป็นระดับรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต มูลค่า 1,443 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งคนจน 88.27% จะอยู่ในเขตชนบท ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ของไทยอยู่ที่ 0.497 (ยิ่งเข้าใกล้ 1 ยิ่งแสดงถึงช่องว่างของความไม่เท่าเทียมของรายได้มากขึ้นเท่านั้น) 

 ครัวเรือนยากจนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนหนี้สินสูงถึง 63.84% ของหนี้สินครัวเรือนยากจนทั้งหมด หนี้สินของครัวเรือนยากจน 47.9% ใช้จ่ายในการทำการเกษตร  ครัวเรือนยากจน 73.8% ไม่มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง 84.9% ไม่มีทรัพย์สินสำหรับใช้ประกอบอาชีพ  คนจนในกรุงเทพฯ ถือครองทรัพย์สินน้อยกว่าคนไม่จนในกรุงเทพฯ 83.6 เท่า ครัวเรือนทั่วประเทศมีหนี้สิน 60.9% 

 นอกจากนั้น จากข้อมูลการสำรวจแรงงานนอกระบบปี 2552 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า แรงงานนอกระบบทั่วประเทศมีประมาณ  24.3 ล้านคน จากแรงงานทั้งหมด 38.4 ล้านคน คิดเป็น 63% ของผู้มีงานทำ ในจำนวนนี้มีการศึกษาระดับต่ำกว่าประถมศึกษา 43.16% โดยแรงงานนอกระบบ 41.54% อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ประมาณ 14.4 ล้านคน ภาคการขายส่งและขายปลีก 3.9 ล้านคน  ภาคโรงแรมและภัตตาคาร 1.9 ล้านคน และภาคการผลิต 1.3 ล้านคน ทำงานพนักงานบริการ 4.8 ล้านคน  ที่น่าสนใจคือบรรดาแรงงานเหล่านี้ขาดหลักประกันในการคุ้มครองสวัสดิการในฐานะแรงงาน 

 จากฐานข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดขึ้นทุกทีว่ายิ่งพัฒนาก้าวรุดหน้ามุ่งสู่ความทันสมัยไปมากขึ้นเท่าไร โครงสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยก็ดูจะตกอยู่ในสภาวะที่เปราะบางมากยิ่งขึ้นไปเท่านั้น ทั้งยังสะท้อนชัดเจนอีกว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโครงสร้างแบบสุ่มเสี่ยงเพียงใด สังคมไทยกล้ายอมรับข้อเท็จจริงดังที่แสดงข้อมูลข้างต้นได้หรือไม่ หากไม่ยอมรับแล้วสังคมไทยจะเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นธรรมต่อประชาชนส่วนใหญ่อย่างไร หากสังคมไทยไม่ร่วมด้วยช่วยกันหาหนทางเยียวยาแก้ไขกันอย่างจริงจัง วิกฤติในช่วงครึ่งทศวรรษหลังที่ผ่านมาคงเป็นเพียง “บทโหมโรง” ของวิกฤติอันหนักหนาสาหัสกว่าอีกหลายเท่า ซึ่งกำลังจะมาเยือนอย่างแน่นอนในอีกไม่ช้า 

 จะว่ากันไปแล้วหนทางที่ก้าวไปข้างหน้าก็ดูจะมืดมน เพราะไม่รู้ว่าจะนำนโยบายใดที่จะนำมาประยุกต์ใช้จึงเหมาะสม (แท้จริงแล้วก็มีการทดลองกันมาหลายแนวความคิด แต่ที่ผ่านมาก็ดูจะล้มเหลว) หลังจากที่ผมได้หันกลับไปปรับทัศนคติมุมมองที่เคยคับแคบให้เป็นมุมมองที่เปิดกว้างขึ้นแบบ 360 องศา ทำให้เกิดความเชื่อว่าปัญหาต่างๆ อาจจะยังพอมีทางคลี่คลายทุเลาลงได้ถ้าหากลองใช้แนวคิดในเชิง “มานวธรรม” อันเป็น “ธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์” นำมาประยุกต์ใช้ในการเยียวยาแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังนี้   

 เพราะสังคมไทยเคยลองแก้ไขปัญหาด้วย “วิถีคิดและปฏิบัติแบบตะวันตก” มาหลายทศวรรษแล้ว ลองปรับเปลี่ยน “วิถีคิดและปฏิบัติแบบตะวันออก” ดูบ้าง เปรียบเสมือนคนไข้ที่เจ็บป่วยเรื้อรังรักษากันมานานแรมปีจนเกิดอาการดื้อยา ถึงขั้นนี้ไม่มีอะไรจะเสียแล้วครับ ถ้าไม่ลองปรับเปลี่ยนยาและวิธีการรักษาก็เห็นท่าว่าจะไม่รอดเป็นแน่ ส่วนแนวคิดในเชิง  “มานวธรรม” คืออะไร ก็คอยติดตามกันต่อในสัปดาห์หน้าครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์