
"จบไม่สวย"
การที่ "สมศักดิ์ โกศัยสุข" หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่และแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตัดสินใจถอนตัวออกจากแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เพราะเห็นว่าข้อเสนอบางเรื่
โดยมติ สรส.ให้ "สมศักดิ์ โกศัยสุข" ในฐานะที่ปรึกษา สรส. และ "สาวิทย์ แก้วหวาน" เลขาธิการ สรส. ถอนตัวจาก "แกนนำพันธมิตร" และให้ทบทวนการเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตร โดยเฉพาะการขึ้นเวทีหรือทำกิจกรรมอื่นบนเวทีการชุมนุมพันธมิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2554 เป็นต้นไป
ถือว่ามติของ สรส.เข้ามาถูกช่วงถูกเวลา ในสถานการณ์ที่ "สมศักดิ์" ในฐานะ "หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่" กำลังถูกสังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับ "จุดยืน" และ "อุดมการณ์" ของพรรคการเมือง ได้ยึดมั่นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน
หลังจากประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคการเมืองใหม่ มีมติ "ไม่ส่ง" ผู้สมัครรับเลือกตั้ง แถมยังให้ร่วมรณรงค์ "โหวตโน" กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยการเลือกตั้งครั้งนี้จะร่วมรณรงค์ไม่เลือกพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น
ที่สำคัญเป็นการตัดสินใจหลังจาก "สนธิ ลิ้มทองกุล" นายใหญ่แห่งบ้านพระอาทิตย์ ประกาศ "โหวตโน" และขู่ตัดขาด "พรรคการเมืองใหม่" หากฝ่าฝืนส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง
มติไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งของ "พรรคการเมืองใหม่" เมื่อวันที่ 24 เมษายนนั้น มีสมาชิกทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จากสีหน้าและแววตาของ "สมศักดิ์" และ "สุริยะใส กตะศิลา" ในครั้งนั้น มีท่าทีหนักใจ
แต่ไม่ได้แสดงจุดยืนใดๆ ออกมาทั้งสิ้น เพราะลึกๆ แล้วคงรู้ดีว่า "พรรคการเมืองใหม่" ก่อกำเนิดมาจากการสนับสนุนของ "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" เมื่อเสียงส่วนใหญ่ และแกนนำหลักอย่าง "สนธิ" ประกาศบนเวทีให้พันธมิตร "โหวตโน" ในการเลือกตั้งครั้งนี้ และขู่ตัดขาดหาก "พรรคการเมืองใหม่" ส่งผู้สมัคร
ทั้ง "สมศักดิ์" และ "สุริยะใส" ต่างยอมรับประกาศิตดังกล่าวไม่มีปฏิกิริยาคัดค้านหรือแสดงความเห็นที่แตกต่างออกมา
ส่วนหนึ่งคงเพราะรู้ดีว่า หากยังขัดขืนส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงแข่งขันท่ามกลางกระแส "พันธมิตร" รณรงค์ "โหวตโน" ย่อมเสี่ยงต่ออาการ "หน้าแตก" หากสุดท้ายปรากฏว่าคะแนนเสียงสนับสนุน "พรรคการเมืองใหม่" ไม่ได้ตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด และส.ส.เขตก็ไม่สามารถฝ่าฟันการแข่งขันเข้ามาในนั่งในสภาได้แม้แต่คนเดียว
แต่มาวันนี้ "สมศักดิ์" ได้ถอนตัวจาก "แกนนำพันธมิตร" โดยอาศัยมติของ สรส. ที่ระบุว่า
"เมื่อการชุมนุมผ่านมาได้ระยะหนึ่งมีการนำเสนอของแกนนำและผู้ปราศรัยบนเวที เป็นไปในลักษณะที่ไม่รักษาจุดยืนเดิม มีการกล่าวโจมตีต่อบุคคลต่างๆ ที่เคยร่วมต่อสู้อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ ในลักษณะที่รุนแรงฝ่ายเดียว โดยที่ผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสได้ชี้แจง รวมทั้งการนำเสนอโดยแกนนำบนเวที ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองที่เป็นไปในลักษณะที่ไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งขัดต่อจุดยืน อุดมการณ์ และธรรมนูญของ สรส."
ด้วยเหตุผลข้างต้น "สมศักดิ์" จึงตัดสินใจถอนตัวจากแกนนำพันธมิตร แต่หลายฝ่ายมองว่า "สมศักดิ์" น่าจะแสดงท่าทีและอุดมการณ์ทางการเมืองของตนเองให้ชัดเจนก่อนหน้านี้ หลังจาก "พรรคการเมืองใหม่" มีมติไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง
หากไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และอยากทำงานการเมืองตามแนวทางของตนเองก็ควรแสดงบทบาทความเป็น "หัวหน้าพรรค" ในฐานะ "ผู้นำทัพ" พรรคการเมืองใหม่
แต่ถ้าคิดว่าพรรคอยู่ได้โดยอาศัยเสียงสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตร แต่มติที่ออกมาสวนทางกับแนวความคิดของตัวเอง "สมศักดิ์" ก็ควรชี้แจงกับสังคมและแสดงท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้สังคมได้รับรู้
เพราะที่ผ่านมาสังคมมอง "สมศักดิ์" ในฐานะ "หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่" ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง
ถ้าไม่เห็นด้วยก็ควรแถลงจุดยืนในฐานะ "หัวหน้าพรรคการเมือง" ที่มีพันธมิตรให้การสนับสนุน อาจแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง หากสมาชิกเห็นว่าเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้องค์กร สมาชิกก็จะเลือกกลับเข้ามาอีกครั้ง
การถอนตัวจาก "แกนนำพันธมิตร" โดยอาศัยมติของ สรส.อาจทำให้สังคมบางส่วนมองมติพันธมิตรเป็นจำเลยสังคม เพราะการถอนตัวของ "สมศักดิ์" เกิดขึ้นหลังจากมีหน่วยงานมาทักท้วง เพราะไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร
ดังนั้นการถอนตัวของ "สมศักดิ์" ครั้งนี้ จึงถูกมองว่า เป็นการ "ดิสเครดิต" การเคลื่อนไหวของพันธมิตรชนิดที่เรียกว่า "จบไม่สวย"!
สมถวิล เทพสวัสดิ์



