ข่าว

กษิตถกมาร์ตี้หาข้อสรุปส่งอินโดดูพระวิหาร

กษิตถกมาร์ตี้หาข้อสรุปส่งอินโดดูพระวิหาร

28 เม.ย. 2554

"กษิต"ถก"มาร์ตี้" หาข้อสรุปทีโออาร์ที่ติดขัดในประเด็นเอกสิทธิ์ เผยอินโดฯเตรียมแก้ไขถ้อยคำส่งคืนพรุ่งนี้ เตรียมยื่น ครม. 3 พ.ค.นี้ ย้ำทีโออาร์จะต้องระบุชัดไม่มีกองกำลังในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ด้าน"ปลัดกต." เผย ถ้อยคำที่ยังมีปัญหาในทีโออาร์ เรื่องเอกส

(28เม.ย.) เมื่อเวลา 17.30 น. วันเดียวกัน นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการไปประชุมคณะมนตรีประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย ในระหว่างวันที่ 28 - 30 เมษายน 2554 ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงการหารือทวิภาคีกับ นายมาร์ตี้ นาตาเลกาวา รมต.ต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประเทศประธานอาเซียน กรณีปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาและความคืบหน้าร่างข้อกำหนดส่งผู้สังเกตการณ์อินโดนีเซีย มายังบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ว่า การหารือดังกล่าวได้ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงเพื่อหาสรุปรายละเอียดของร่างข้อกำหนดดังกล่าว และเห็นพ้องต้องกันเกือบทั้งหมด ในเรื่องของการกำหนดจุดที่จะให้ผู้สังเกตการณ์เข้าประจำการ โดยให้อยู่ในฝั่งไทย 4 จุด และฝั่งกัมพูชา 3 จุด หรืออยู่ทางทิศเหนือและใต้ของปราสาทพระวิหาร แต่ยังมีติดขัดในเรื่องถ้อยคำบางคำเท่านั้นเพื่อไม่ให้มีข้อติดขัดในกระบวนการรัฐสภา ทั้งนี้อินโดนีเซียจะส่งร่างทีโออาร์สุดท้าย กลับมาเพื่อที่ตน เพื่อจะได้เสนอต่อที่ประชุมครม.ในวันที่ 3 พ.ค.นี้

 นายกษิต กล่าวอีกว่า สำหรับรายละเอียดสำคัญของร่างทีโออาร์ฉบับนี้ ได้ระบุชัดเจนว่า จะต้องไม่มีกองกำลังของทั้งไทยและกัมพูชา เข้าไปประจำอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และบริเวณปราสาทพระวิหาร เพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดอนุสัญญากรุงเฮก และเอ็มโอยู 43 ที่จะต้องไม่มีกองกำลังอยู่ในวัดแก้วสิขาคีรี ชุมชน และตลาด   หากกัมพูชาละเมิด ก็จะเท่ากับเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายกัมพูชา   อย่างไรก็ตามการจะเริ่มต้นส่งผู้สังเกตการณ์ลงพื้นที่ได้เมื่อไร ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทหารกัมพูชาจะออกจากพื้นที่ดังกล่าว   ส่วนระยะเวลานั้น ร่างทีโออาร์กำหนดไว้   6 เดือน   แต่อาจจะน้อยกว่านั้นหากมีสันติภาพ และไม่ยิงเข้ามาฝั่งไทยอีก

 นายกษิต กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังได้ถือโอกาสเล่าถึงเหตุการณ์การปะทะกันบริเวณแนวชายแดนไทย - กัมพูชา โดยยืนยันถึงการดำเนินการของฝ่ายไทยมุ่งหาสันติภาพ และการเจรจาเพื่อสันติโดยผ่านกลไกทวิภาคีต่างๆ ที่ไทยและกัมพูชามี   ทั้งนี้ไทยประสงค์ให้หยุดยิงโดยเร็ว ซึ่งทางอินโดนีเซียเองก็รับรู้ข่าวสารผ่านทางสื่อ และรับรู้ถึงความทุกข์ยากของประชาชนทั้งสองประเทศตามแนวชายแดน   นอกจากนี้ตนยังได้โทรศัพท์กับนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน เพื่อนัดเวลาหารือที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 เม.ย. เพื่อชี้แจงการดำเนินการของไทยต่อกรณีเหตุปะทะครั้งนี้ด้วย พร้อมกันนี้ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ตนยังได้บรรยายสรุปให้กับเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ได้รับทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

 นายธีรกุล นิยม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ในส่วนถ้อยคำที่ยังติดขัด ซึ่งระบุในข้อกำหนดบทบาทหน้าที่ (ทีโออาร์) การส่งผู้แทนอินโดนีเซียลงพื้นที่แนวชายแดนไทย - กัมพูชาที่มีการปะทะ เป็นในส่วนในเรื่องการคุ้มครองเอกสิทธิ์ทางการทูต ซึ่งผู้แทนอินโดนีเซียที่ลงพื้นที่นั้นทั้งหมดเป็นพลเรือน ปฏิบัติงานเทียบเท่ากับเจ้าหน้าที่การทูตของสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย โดยในทีโออาร์ได้ระบุให้ประจำการในไทย 15 คน หมายถึงการปรับเพิ่มเจ้าหน้าที่การทูตเพิ่มขึ้น โดยตามกระบวนการกฎหมายภายในของอินโดนีเซีย จะต้องขอความเห็นชอบผ่านรัฐสภา ทั้งนี้ ตนขอย้ำว่า ในเรื่องเทคนิคไม่เป็นปัญหา แต่จำเป็นต้องมาพูดคุยกันในเรื่องปรับถ้อยคำในทีโออาร์ เพื่อที่ไม่ต้องออกกฎหมายมารองรับ และสามารถดำเนินการตามทีโออาร์ได้ทันที

 สำหรับกรณีที่ยังเกิดเหตุการณ์ปะทะกันอยู่นี้ จะสามารถส่งผู้แทนจากอินโดนีเซียลงสังเกตการพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาได้หรือไม่ นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า หากข้อกำหนดบทบาทหน้าที่ (ทีโออาร์) การส่งผู้แทนอินโดนีเซียลงพื้นที่แนวชายแดนไทย - กัมพูชา ที่มีการปะทะนั้น ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ก็สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรอให้เหตุการณ์ปะทะของไทย - กัมพูชา หยุดก่อน ซึ่งในเรื่องการรักษาความปลอดภัยให้กับคณะเจ้าหน้าที่ผู้แทนจากอินโดนีเซีย ทางกองทัพมีความพร้อมในเรื่องการจัดสรรเจ้าหน้าที่ทหารมาดูแลรักษาความปลอดภัยให้ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ต้องเสี่ยงภัย โดยการที่คณะผู้แทนลงพื้นที่ขณะนี้ย่อมเป็นโอกาสที่จะได้ทราบว่า ฝ่ายใดเป็นเริ่มก่อน
 
ทบ.ยันเจรจาเขมรหยุดยิงแล้วไม่ประมาทรอดูท่าทีเขมร 2 - 3 วัน

 พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการเจรจากับกัมพูชาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เมื่อ 2 วันก่อน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมได้นัดหมายกับ พล.อ.เตีย บัน รมว.กลาโหมกัมพูชาว่าจะหารือเพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดยิง แต่เนื่องจากสื่อกัมพูชาเสนอข่าวที่มีเนื้อหาให้เข้าใจว่าไทยไปเจรจาขอยอมแพ้ ซึ่งเป็นความหมายที่ผิดเราจึงได้เลื่อนออกไปก่อน จากนั้นเราได้พยายามประสานงานเพื่อพูดคุยตลอด โดยผู้บังคับบัญชาในระดับเดียวกัน คือ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ต่อสายคุยกับ พล.อ.เตีย บันตลอด จนในที่สุดได้ข้อยุติว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะมอบหมายให้ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ลงไปพูดคุยแบบเจอตัวกันกับ พล.ท.เจีย มอน ผบ.ภูมิภาคที่ 4 ของกัมพูชา ซึ่งประเด็นการพูดคุย คือ ให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดยิงหรือปะทะกัน แต่ละฝ่ายจะต้องสื่อความหมายลงไปยังผู้บังคับหน่วยทหารที่อยู่ในแนวหน้าของแต่ละฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะหรือเข้าใจผิดจนนำมาซึ่งการเปิดฉากยิงกันอีก ขณะที่กัมพูชาได้ร้องขอมาว่า อยากให้มีการเปิดจุดผ่านแดน แต่ส่วนนี้ทหารไม่สามารถตกลงใจได้ ต้องถามทางรัฐบาลที่มีอำนาจสั่งการ โดยทั้งไทยและกัมพูชาเห็นตรงกันว่าจะขอเก็บข้อมูลทั้งหมดกลับไปหารือกับทางผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนกัมพูชาจะนำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับสมเด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

 “ประเด็นสำคัญที่สุดคือดูการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ว่ามีการหยุดยิงจริงหรือไม่ ซึ่งจากการพูดคุยที่ผ่านมาถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี ยังไม่มีการปะทะหรือมีเหตุปืนลั่น หลังจากนี้อาจจะต้องรอดูสถานการณ์ไปอีก 2-3 วัน และอาจจะมีการพูดคุยในระดับที่ก้าวลึกยิ่งขึ้นว่าจะทำอย่างไรเพื่อลดความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันในอนาคต ทั้งนี้จากการพูดจาฝ่ายกัมพูชาเองก็ยืนยันว่าจะสามารถสื่อสารไปยังผู้บังคับหน่วยให้หยุดยิงได้ แต่ที่ผ่านมาสังคมได้ตั้งข้อสังเกตว่าเคยคุยกันมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังมีการยิงกันทุกที ดังนั้นการพูดคุยถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแต่จะดูการปฏิบัติของสถานการณ์ในพื้นที่เป็นหลัก ” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการปะทะที่เกิดขึ้นของคืนวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมาเกิดจากฝ่ายกัมพูชาที่เริ่มเปิดฉากยิงก่อนในเวลา 20.30 น. โดยใช้ระเบิดอาร์พีจี เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนเล็ก ซึ่งเราได้ทำการโต้ตอบกลับไปและจบการปะทะในเวลาประมาณ 21.10 น. ซึ่งใช้เวลาปะทะนานกว่า 30 นาทีเศษ และหลังจากนั้นก็เกิดปะทะกันแบบประปราย และเริ่มหนักขึ้นในเวลา 04.00 น.ของวันที่ 28 เม.ย. โดยฝ่ายกัมพูชาพยายามเคลื่อนที่เข้ามาเพื่อจะเข้ามาในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ซึ่งฝ่ายไทยได้ตอบโต้กลับและผลักดันออกไปจนจบสิ้นการปะทะในช่วงเวลาประมาณ 09.30 น. จนนำมาสู่การพูดคุยเจรจาในช่วงเวลา 10.00 น.

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวีอกว่า ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่จับผู้ต้องสงสัยใน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ว่าอาจจะเป็นสายลับบอกพิกัดให้กับกัมพูชานั้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อยืนยันชัดเจนว่าเขาเป็นคนสอดแนมให้กัมพูชาจริงหรือไม่ เป็นเพียงการตั้งข้อสงสัยเนื่องจากเบอร์ปลายทางที่ผู้ต้องสงสัยได้โทรไปนั้นเป็นเบอร์ที่อยู่ในฝั่งกัมพูชา นอกจากนี้ยังมีเครื่องบอกพิกัด หรือ จีพีเอส ว่าอะไรอยู่ตรงพื้นที่ไหน ซึ่งปกติประชาชนทั่วไปไม่มีเครื่องจีพีเอสไว้ครอบครองจึงได้ตั้งข้อสงสัยและควบคุมตัวไปสอบสวนโดยอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทางทหารได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปซักถามข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว ทั้งนี้คงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการปฏิบัติการทางยุทธวิธีที่มีการปะทะกันที่ทุกฝ่ายพยายามที่จะต้องรู้ข้อมูลของอีกฝ่ายให้มากที่สุด และข้อสันนิษฐานนี้คงไม่ได้เกินเลยไป

 ด้าน พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการสนับสนุนกำลังเพื่อดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า สถานการณ์ล่าสุดยังอยู่ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ เป็นหลัก อย่างไรก็ตามกองทัพภาคที่ 1 พร้อมให้การสนับสนุนกำลังพลช่วยเหลือกองทัพภาคที่ 2 ตามที่กองทัพบกสั่งการในโอกาสที่เหมาะสม ทั้งนี้เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนได้เดินทางไปเน้นย้ำในพื้นที่กองกำลังบูรพา ทั้งที่ อ.ตาพระยา และอ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งอาจจะมีความล่อแหลมบ้าง ทั้งนี้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ตนได้กำชับให้กำลังพลของกองกำลังบูรพามีความพร้อมในการแก้ไขสถานการณ์ แต่ขอให้ทุกคนสบายใจว่า ทางฝ่ายกัมพูชาได้พูดคุยเข้ามาให้ความมั่นใจกับเราผ่านทางผู้บัญชาการกองกำลังบูรพาว่าในพื้นที่นี้ไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร เขาเองก็ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งขยายลงมาในพื้นที่นี้ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามที่ผิดปกติ ซึ่งตนเน้นย้ำไปว่าขอให้ทหารกัมพูชาที่อยู่ตรงข้ามกับจ.สระแก้วมีระเบียบวินัย อย่ากระทำสิ่งใดที่จะทำให้เกิดเป็นปัญหาโดยไม่ตั้งใจได้ เขาก็รับปากว่าเขาจะดูแลให้ดี ส่วนของเราก็ยืนยันว่า พร้อมปฏิบัติทุกประการ โดยได้วางแผนในระดับต่างๆ ไว้แล้ว ซึ่งสถานการณ์ในพื้นที่ยังอยู่ในระดับปกติ การสัญจร การค้าขายยังเป็นปกติ ไม่ได้ปิดด่านเข้า-ออก แต่ให้มีความเข้มงวดเพราะเกรงว่าจะมีผู้ฉวยโอกาสใช้สถานการณ์สอดแทรกเข้ามาโดยเฉพาะการลักลอบกระทำผิดกฎหมายเรื่องต่างๆ ทั้งนี้ ยืนยันว่าในพื้นที่ตรงข้าม จ.สระแก้วไม่ต้องเป็นห่วง ไม่น่าจะมีปัญหา

จทบ.บุรีรัมย์มอบสิ่งของช่วยปชช.ในศูนย์อพยพแห่งใหม่

 นายธานี   สามารถกิจ    ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์  พร้อมด้วย พ.อ.สนธยา   ศรีเจริญ   รองผู้บังคับการจังหวัดทหารบก  และนายณัฐ   ชาติวัฒนศิริ  นายอำเภอบ้านกรวด  ได้นำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค  น้ำดื่ม  ของเล่น  ขนม  และผ้าห่มกันหนาว  ให้กับประชาชนที่หนีภัยการสู้รบการระหว่างทหารไทยกับฝ่ายกัมพูชา  มาพักพิงในโรงเรียนบ้านหลัก  ต.เขาดินเหนือ  อ.บ้านกรวด  ที่ทางอำเภอได้เปิดเป็นศูนย์อพยพแห่งใหม่ เป็นแห่งที่ 7 จากที่ก่อนหน้านี้ในพื้นที่อำเภอบ้านกรวดได้เปิดไปแล้ว 6 ศูนย์   

 ซึ่งศูนย์อพยพโรงเรียนบ้านหลักดังกล่าว   ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก  สตรี  และคนชรา ที่อพยพมาจากบ้านโคกระชาย  ต.สายตะกู  ที่มีกระสุนปืนใหญ่จากการปะทะของฝ่ายกัมพูชาตกเข้ามาในพื้นที่หมู่บ้านมากกว่า 20 ลูก   จึงเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย     ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกองกำลังทหารไทยกับฝ่ายกัมพูชา  ที่บริเวณชายแดน อ.พนมดงรัก  จ.สุรินทร์  ตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย.  ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้เป็นเวลา 1 สัปดาห์  ทางอำเภอบ้านกรวดได้เปิดศูนย์อพยพแล้วจำนวน 7 ศูนย์ และล่าสุดมียอดผู้อพยพเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 9,000 คนแล้ว   ส่วนที่อำเภอประโคนชัยได้เปิดศูนย์อพยพแล้ว 2 ศูนย์ มีผู้อพยพกว่า 700 คน

 นายธานี    กล่าวว่า    จากที่ทางฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พื้นที่พลเรือนเป็นเป้าในการยิงปืนใหญ่นั้น  เป็นยุทธวิธีที่ไม่ถูกต้องในหลักสากล  เพราะไม่ได้สร้างความเสียหายแก่ทหาร  แต่กลับส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายแก่พลเรือน  ส่วนมาตรการในการปกป้องอธิปไตยชายแดนฝั่งอ.บ้านกรวดนั้น  ก็ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราดูแลรักษาความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น  เพื่อป้องกันทางฝั่งกัมพูชาเข้ามารุกราน  

 นอกจากนั้นทางจังหวัดยังได้เตรียมแผน 2 ไว้รองรับสถานการณ์  หากยังมีการสู้รบต่อเนื่องและยืดเยื้อ  ก็ได้มีการจัดเตรียมศูนย์อพยพขนาดใหญ่  ไว้รองรับประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบอีกอำเภอละ 5 ศูนย์   อย่างไรก็ตามเชื่อว่าทางรัฐบาลน่าจะเจรจาและยุติการหยุดยิงได้ในเร็วๆ นี้