
สื่อเทศเผยเขมร-ไทยตกลงหยุดยิงกันแล้ว
ซินหัวของจีนรายงานผลการเจรจาระหว่างผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชากับพลโทธวัชชัยแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยที่บ่อนโอร์เสม็ดสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่มีเงื่อนไข ประยุทธ์รอเขมรหยุดยิงค่อยคุย แนะทูตสหรัฐจี้เขมรหยุดยิงก่อนลั่นกองทัพไทยไม่เคยแพ้ใคร-ไม
(28เม.ย.) สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า พลเอกเจีย มอน ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชา ได้หารือกับพลโทธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ที่บ่อนโอร์เสม็ด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ในช่วงสายวันนี้ และนายพาย สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชาแถลงภายหลังการหารือว่า จากผลการเจรจานาน 45 นาที สองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่มีเงื่อนไข และตกลงร่วมกันว่าจะนัดเจรจากันเป็นประจำเพื่อบรรเทาปัญหาตึงเครียดบริเวณชายแดน
นอกจากนี้สองฝ่ายยังตกลงที่จะเปิดด่านข้ามชายแดนของสองประเทศอีกครั้ง หลังพื้นที่บริเวณนี้ได้รับผลกระทบจากการยิงต่อสู้ของสองฝ่าย และจะให้ชาวบ้านที่อพยพออกไปกลับเข้าบ้านเรือน
นอกจากนี้ซินหัวรายงานอ้างแหล่งข่าวด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายยังตกลงว่าจะไม่ปล่อยให้เกิดการยิงต่อสู้กันครั้งใหม่ และหากมีปัญหาสำคัญอะไร สองฝ่ายสัญญาว่าจะพบเจรจาและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี
การเจรจามีขึ้นหลังเกิดการยิงต่อสู้กันนาน 7 วันแล้วบริเวณปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย และล่าสุดพลโท ชุม โสเชียต โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา บอกด้วยว่า การสู้รบยุติลงแล้วตั้งแต่เวลา 8.30 น.
ปณิธานเผยรบ.ทราบมทภ.2เจรจาหยุดยิงแล้ว
เมื่อเวลา 15.30 น. นายปณิธาน วัฒนายากร ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ว่า รัฐบาลได้รับแจ้งจากทางกองทัพว่าขณะนี้ได้มีการสรุปการพูดคุยกันระหว่างแม่ทัพภาค 2 กับผู้บัญชาการภูมิภาคที่ 4 ของกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าได้มีการพูดคุยกัน เพื่อหาทางให้การปะทะเกิดการยุติ ซึ่งข้อตกลงวันนี้ทั้งสองฝ่ายเห็นพร้องกันว่าการปะทะต้องยุติลง พร้อมกับการดูแลการเข้า-ออก ตามด่านต่างๆ ให้เป็นไปตามปกติ และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายก็จะต้องมีการดูแลความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังต้องรอดูสถานการณ์ในพื้นที่ว่าจะคลี่คลายอย่างไร แต่ถือว่าการพูดคุยนั้นเป็นไปได้ด้วยดี ระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมั่นใจได้อย่างไรว่าทางกัมพูชาจะไม่สั่งให้ยิงอีกรอบ นายปณิธาน กล่าวว่า ฝ่ายเรากำลังประเมินและติดตามสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น และบางพื้นที่ที่อาจจะยังไม่ได้รับข่าวสาร ก็ขอให้มีการเข้าไปแก้ไขโดยด่วนเพื่อพื้นที่รับทราบ ทั้งนี้ในพื้นของฝั่งกัมพูชาที่มีความมั่นใจว่า จะสามารถยุติการปะทะกันได้ ส่วนไทยเองไม่มีปัญหา เพราะยืนยันมาโดยตลอดว่าสิ่งที่เราทำเป็นเพียงการป้องกันตัวเอง และเมื่อกัมพูชาเห็นพร้อมเองต้องกันกับไทย ปัญหาน่าจะยุติโดยเร็ว
เมื่อถามว่า มีการเจรจาเพื่อยุติปัญหา แต่ทำมาทางกัมพูชายังเสริมกำลังทหารตลอดตามแนวชายแดน นายปณิธาน กล่าวว่า การพูดคุยซึ่งดำเนินการเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา และเสร็จเกือบเที่ยง ก็คงต้องรอดูว่าผลการเจรจาจะลงไปสู่หน่วยต่างๆ ได้เร็วแค่ไหน ซึ่งระบบของกัมพูชาอาจจะแตกต่างจากเรา ซึ่งต้องใช้เวลาบ้าง ซึ่งเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ก็รายงานเข้ามาว่าได้ให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามดูว่าสถานการณ์คลี่คลายไปได้ขนาดไหน แล้วเท่าที่ทราบก็มีการติดต่อสื่อสารกันในระดับพื้นที่ระหว่างไทย-กัมพูชาถือเป็นสัญญาณที่ดี
สื่อเทศวิเคราะห์สถานการณ์ไทยสู้รบเขมร
สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักได้จับตามองสถานการณ์สู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา และวิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าว โดย "อีโคโนมิสต์" วิเคราะห์ว่า บางทีสิ่งเดียวที่จะยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศนี้ได้ก็คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงในกลไกทางการเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในส่วนของไทย ซึ่งมีการชุมนุมปลุกกระแสรักชาติของกลุ่มชาตินิยมในช่วงการเลือกตั้ง โดยกลุ่มเสื้อเหลืองที่ผ่านมาได้ออกมาชุมนุมทางการเมืองในกรุงเทพมหานคร และแสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่อต้านกัมพูชาว่าเป็นพวกรุกรานก้าวร้าว และต้องการให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปลี่ยนแปลงจุดยืนกับกัมพูชา
นอกจากนี้ ยังเกิดกระแสร่ำลือด้วยว่า สงครามที่เกิดขึ้นเนื่องจากกองทัพไทยต้องการกลบเกลื่อนวิกฤตภายในประเทศ และเพื่อที่จะเลื่อนการเลือกตั้งทั่วไปออกไป โดยกองทัพเกรงว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ฝ่ายที่จะชนะคือกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
ด้านนิตยสารไทมส์ ได้อ้างอิงการวิเคราะห์จากนายจอห์น ซิออร์เซียริ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งสถาบันนโยบายสาธาารณะ เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด มหาวิทยาลัยมิชิแกน ระบุว่า ในประเทศที่กองทัพต้องการมีบทบาทนำทางการเมือง ก็จำเป็นจะต้องสร้างสถานการณ์ขัดแย้งด้านพิพาทพรมแดนเพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างอิทธิพล และกองทัพไทยมักจะผูกพันกับสถานการณ์ขัดแย้งกับกัมพูชาเพราะมีกลุ่มเสื้อเหลืองเป็นฝ่ายสนับสนุนหลัก โดยที่ผ่านมา กลุ่มการเมืองดังกล่าวเคยใช้ประเด็นความขัดแย้งเรื่องดินแดนกับกัมพูชา มาเป็นข้ออ้างในการชุมนุมเพื่อล้มรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นพันธมิตรกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2008 และขณะนี้สำหรับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชะชีวะ ก็อยู่ในสถานะที่จำเป็นต้องทำให้กลุ่มคนเหล่านี้มีท่าทีสงบลงต่อสถานการณ์การสู้รบกับกัมพูชา และว่า การต่อสู้ที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชายังได้ช่วยให้นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ของกัมพูชา สามารถทำทางคะแนนการเมืองภายในประเทศได้อีกด้วย
ประยุทธ์รอเขมรหยุดยิงค่อยคุยหวัง28เม.ย.ชายแดนสงบ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปร่วมพิธิพระราชทานเพลิงศพนายทหารที่เสียชีวิตจากการปะทะกับกัมพูชาที่จ.สุรินทร์ถึงเหตุปะทะบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า ขณะนี้สถานการณ์หยุดยิงแล้ว ซึ่งวันนี้หน่วยทหารในพื้นที่ได้มีการพูดคุยกันว่า จะทำอย่างไร การยิงจะไม่เกิดขึ้นอีก ซึ่งจะต้องรอดูในช่วงบ่าย และคืนวันนี้อีกครั้งหากไม่มีอะไรคงหาทางพูดคุยกับระดับพื้นที่ที่มีการประสานกันระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 กับแม่ทัพภาคของกัมพูชาอยู่ ทุกคนคาดหวังว่า สถานการณ์จะดีขึ้น เพราะไม่มีใครอยากให้มีการสู้รบ หากจะทำสงครามก็ต้องมีการหารือ แต่ไม่ได้หมายความ จะไปทำสงคราม หรือไปยึดประเทศโน้นประเทศนี้ แต่หากมีการสู้รบโดยใช้กำลังข้ามเขตแดนกันมาต้องมีการสั่งการที่ชัดเจน และคิดว่า ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทำ เพราะสถานการณ์ยังไปไม่ถึงตรงจุดนั้น ถ้าต่างฝ่ายต่างรบปะทะกันต้องมีการแย่งยึดพื้นที่หรือผลักดันกันออกไป
“บางกลุ่มบอกว่า ทหารไม่กล้าบ้าง ขัดแย้งกับรัฐบาลบ้าง ไม่มีความพร้อมบ้าง สรุปเราจะรบกับประเทศอื่นได้ไหม ถ้าประเทศไทยยังพูดไม่รู้ภาษา พูดกันคนละภาษาจะไปได้หรือไม่ ทหารรบมีบาดเจ็บสูญเสีย ท่านบอกว่า สู้เขาไม่ได้ การรบต้องมีเจ็บตาย กระสุนไม่ได้เลือกว่า จะไม่ให้โดน จะไม่ยอมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมายึดดินแดนอธิปไตยของประเทศไทยไว้ได้ พื้นที่ตรงไหนที่มีกติกา สัญญาก็ไปหยุดและพูดกันว่าจะเอายังไง แต่ถ้าตรงไหน ไม่ใช่แล้วเข้ามาก็ต้องรบกันไป วันนี้มีการสูญเสียประชาชน เรารับไม่ได้จึงโต้ตอบไปมาก ที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยแพ้ใคร กองทัพบกผมยังไม่เคยแพ้ใคร นายจตุพรบอกว่าแทนที่จะเอากำลังมารบกับกัมพูชา แต่กลับบอกว่า การตรวจความพร้อมรบของกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม. 2 รอ.) เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมาเป็นการเตรียมปฏิวัติ เอาสมองอะไรคิดกัน ผมไม่เข้าใจ ถามว่า วันที่ 30 เม.ย.ใครจะปฏิวัติ ถ้าผมไม่ตรวจความพร้อม กำลังจะขึ้นไปได้อย่างไร การพูดต้องมีเหตุผล”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
จะรักษาอธิปไตยตามกรอบที่กำหนดที่เรามีอยู่ทุกตารางนิ้วที่เป็นของไทย 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครจะมารุกได้ ถ้ารุกหมายความว่า ทหารคนสุดท้ายได้ตายไปหมดแล้ว ขณะนี้สถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมายังไม่มีการหารือแต่วันนี้เขาอยากคุยด้วย ตนไม่ได้ห่วงทหารอย่างเดียวแต่ห่วงประชาชนที่บาดเจ็บเดือดร้อน อพยพประชาชนแล้ว 4 - 5 หมื่นคนแต่ไม่มีอะไรดี จะทำหน้าที่ได้ดีที่สุดกองทัพไทยไม่ได้เป็นรองใคร ไม่ได้ไปข่มขวัญใคร ไม่ได้ไปรุกรานใคร ส่วนเบี้ยเลี้ยงของทหารที่อยู่ตามแนวชายแดนนั้นต้องการเพิ่มให้เท่ากับสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ที่เป็นภารกิจพิเศษ แต่ยังไม่มีงบเพราะส่วนอื่นสำคัญกว่าซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาเบี้ยงเลี้ยงทหารพรานจาก 55 บาท เป็นวันละ 120 บาท
ส่วนที่ทูตสหรัฐอเมริกาเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อขอร้องให้มีการพูดคุย ยุติการยิงพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หากกัมพูชาไม่ยิง คุกคาม หรือพยายามเข้ามาในเขตแดนไทยเราก็ไม่ยิงเพื่อปกป้องชีวิตทรัพย์สินประชาชน และกำลังพลทหาร ขอร้องฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องขอร้องทั้ง 2 ฝ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เจรจากับพล.อ.เตีย บัน รมว.กลาโหมกัมพูชา จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่แค่นั้น หากมีการพูดคุยในทุกระดับได้ก็ดี ตั้งแต่พื้นที่ ผู้บังคับบัญชาระดับสูง กระทรวงกลาโหม จากนั้นก็เป็นเรื่องของกระทรวงต่างประเทศ ต่อไปก็รัฐบาล อาเซียน ยูเอ็น แต่ไม่อยากให้ไปอย่างนั้น ใครจะพูดก็แล้วแต่ แต่อยู่ที่ใครจะทำ วันนี้ช่วยกันวาดหวังว่า ตั้งแต่วันนี้ที่ตนพูดไปแล้ว ไม่มีการยิงอีกสักนัด แต่ถ้ายังยิงมาเราก็ต้องยิงตอบให้เขาหยุดยิง เพราะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ และขณะนี้ยังไม่มีกำลังของใครเข้ามาเขตแดนไทยโดยเด็ดขาด ส่วนการเสริมกำลังทำมานานแล้วเพราะการรบต้องติดตามประเมินสถานการณ์ด้านการข่าว ต้องรู้ว่ากำลังฝ่ายตรงข้ามเคลื่อนย้ายไปที่ไหน และเราจะจัดกำลังอย่างไร วางยุทธวิธีอย่างไร ใช้อาวุธได้แค่ไหน ไม่ไช่ทำตามใจชอบหรือเอาตามกองเชียร์ ต้องยืนหยัดในอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่ตนมี ถ้าแรงหรือเบาเกินไปตนต้องรับผิดชอบ ขอให้เชื่อมั่นว่า ตนมีสติในการบังคับบัญชาหน่วย อย่าเอาตนไปเข้าฝ่ายเชียร์หรือฝ่ายให้เลิก ควรทำให้คนไทยในประเทศความเห็นพร้อมกันก่อน
"ทบ."ปูนบำเหน็จ9ขั้นทหารสละชีพเพื่อชาติ
เมื่อเวลา 13.00 น. พล.อ. ประยุทธ์ พร้อมคณะเดินทางไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา ที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จำนวน 3 นาย ได้แก่ 1.อาสาสมัครทหารพรานสมคิด สมศรี ตำแหน่ง ผู้ช่วยพลยิงเครื่องยิงลูกระเบิด กองร้อยทหารพรานที่ 2607 กรมทหารพรานที่ 26 ปฏิบัติราชการในสนามในตำแหน่ง พลยิงเครื่องยิงจรวด ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่เมื่อ 23 เม.ย.2554 ณ พื้นที่ประสาทตาควาย โดยมีพิธีพระราชทานเพลิงศพที่ วัดจุมพลสุธาวาส อ.เมือง จ.สุรินทร์ 2. อาสาสมัครทหารพราน อารีย์ คงนาคพะเนาว์ ตำแหน่ง รองผู้บังคับชุดปฏิบัติการ กองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 961 กรมทหารพรานที่ 26 ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่เมื่อ 23 เม.ย.54 ณ พื้นที่ประสาทตาเมือนธม โดยมีพิธีพระราชทานเพลิงศพที่วัดศรีมงคล จ.บุรีรัมย์ 3.จ่าสิบเอกบุญรัตน์ สุขจิตร์ ตำแหน่ง พลขับรถกองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 ปฏิบัติราชการสนามในตำแหน่ง นายสิบสื่อสารกองร้อยทหารพรานที่ 2606 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่เมื่อ 22 เม.ย.54 ณ พื้นที่ประสาทตาควาย โดยมีพิธีพระราชทานเพลิงศพที่วัดกลางพระอารามหลวง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การเสียชีวิตของกำลังพลทั้ง 3 นาย กองทัพบกถือว่าเป็นการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่า เป็นผู้ที่มีความเสียสละ มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศไว้ด้วยชีวิต ทั้งนี้กองทัพบกได้ดำเนินการจัดการศพอย่างสมเกียรติพร้อมดูแลด้านสิทธิกำลังพล การมอบเงินช่วยเหลือตามสิทธิของทางราชการ ได้แก่ เงินสินไหมทดแทนในการประกันชีวิตแบบภัยสงคราม เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ เงินค่าตอบแทน เงินช่วยเหลือค่าจัดการศพ และเงินบำรุงขวัญจากหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น โดย อาสาสมัครทหารพรานทั้งสองนาย จะได้รับเงินช่วยเหลือขั้นต้นคนละ 1.2 ล้านบาทเศษ ส่วนจ.ส.อ.บุญรัตน์ สุขจิตร์ ได้รับการปูนบำเหน็จพิเศษ 9 ขั้น และได้รับพระราชทานยศสูงขึ้น โดยได้เลื่อนยศเป็น “พันเอก”กองทัพบกขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของทหารที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งได้สละชีวิตเพื่อปกป้องอธิปไตยของแผ่นดิน กองทัพบกขอยกย่องในความกล้าหาญ และเสียสละโดยจะดูแลเรื่องสิทธิและสวัสดิการต่างๆที่ครอบครัวจะได้รับโดยเร็วที่สุด รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือครอบครัวในทุกๆ ด้านต่อไป



