ข่าว

นายกฯชี้แจง4ประเด็นเร่งด่วนในครม.

นายกฯชี้แจง4ประเด็นเร่งด่วนในครม.

17 เม.ย. 2552

ครม.อนุมัติเงินเยียวยาผู้เสียชีวิต - บาดเจ็บเหตุจราจล 8-14 เม.ย. รายละ 2-4 แสนบาท นายกฯขอเปิดประชุมร่วม2สภา22-23เม.ย. "เทพไท"เหน็บ"ทักษิณ" กบดานแอฟริกาหวังขุดทองแสนล้าน กทม.ดีเดย์25เม.ย.จัดพิธีทำบุญเมืองไล่สิ่งอัปมงคล

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่  17เม.ย. นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมครม.ว่า ครม.ได้ประชุม 4 ประเด็นเร่งด่วนคือ 1. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้รายงานลำดับสถานการณ์และวิธีแก้ไขการชุมนุมในช่วงตั้งแต่การประชุมอาเซียน +3 และ +6 รวมทั้งการชุมนุมในกทม.ตั้งแต่วันที่ 6-11 เมย.โดยให้ความสำคัญว่าเหตุการณ์พัฒนาขึ้นระดับหนึ่งจนถึงขั้นล้มการประชุมอาเซียน หลายเหตุการณ์ในกทม. และเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทยในวันที่ 11 เม.ย.มีหลายเหตุการณ์ที่นำไปสู่ปัญหา

 “ครม.รับทราบและชื่นชมยินดีที่นายกฯประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหารวมทั้งยังห่วงใยนายกฯ ทั้งนี้ยังมีการกำชับให้ดูแลการรักษาความปลอดภัยของนายกฯ ครม.บุคคลสำคัญและประชาชนด้วย ” นายปณิธานกล่าว

 นายปณิธานกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์เล่าการตัดสินใจในช่วงนั้นว่าสถานการณ์ลุกลามและขยายตัว ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงที่ชัดเจนว่าความปลอดภัยของครม. ผู้นำระดับประเทศและประชาชนนั้นไม่ปลอดภัย มาตรการในปกติใช้ไม่ได้ นายกฯจึงตัดสินใจใช้อำนาจพิเศษคือพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยวันนี้นายกฯแจกคำสั่งที่ดำเนินการไปแล้วให้ครม.รับทราบและอนุมัติด้วย  

 นายปณิธานกล่าวว่า นายกฯกังวลกับสิ่งที่ทั่วโลกรับทราบการยกเลิกการประชุมอาเซียน +3+6 เพราะผลกระทบต่างๆที่มาจากการไม่ได้ประชุมนั้นมีมาก ฉะนั้นนายกฯต้องพิจารณาว่าจะจัดประชุมที่ไหน เมื่อใดและอย่างไร นายกฯต้องทำงานหนักและดูแลการรักษาความปลอดภัยในช่วงนี้

 นายปณิธานกล่าวว่า นายกฯบอกว่าเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทยนั้นคือจุดสำคัญจุดหนึ่งที่ชี้ชัดการปองร้ายชีวิตผู้บริหารและเจ้าหน้าที่รัฐ นายกฯจึงตัดสินใจใช้กฎหมายพิเศษ โดยการตัดสินใจนี้นายกฯหารือร่วมกับครม.บางส่วนและผู้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงที่มีความเห็นสอดคล้องว่าต้องดำเนินการแบบเคร่งครัด เข้มงวด โดยฝ่ายบริหารจะให้นโยบายและติดตามสถานการณ์ โดยนายกฯมอบให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯรับผิดชอบ   ส่วนฝ่ายปฏิบัติงานนั้นคือกอฉ.โดยมีพลเอกทรงกิตติ จักกะบาตร์ ผบ.สส.ทำหน้าที่ผอ.กอฉ.โดยนายกฯได้ติดตามและตัดสินใจการแก้ปัญหาทุกระยะตั้งแต่แรก - ปัจจุบัน โดยให้สื่อมวลชนติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กอฉ.ทุกอย่าง และจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบในทุกเรื่องร้องเรียนด้วย และเรื่องร้องเรียนและข่าวลือต่างๆนั้นตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริงและได้ชี้แจงตอบโต้ไปทุกเรื่องแล้วอีกทั้งยังจะมีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ด้วย

 นายปณิธานกล่าวต่อว่า 2. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและการลงทุนเพราะตอนนี้ผลกระทบเรื่องเหล่านี้ยังอยู่ระหว่างการประเมินแต่น่าจะมีผลกระทบพอสมควร การท่องเที่ยวนั้นตัวเลขนักท่องเที่ยวลดลงก่อนการประกาศใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว แต่ทั้งนี้ต้องรอตัวเลขทั้งหมดในฤดูกาลท่องเที่ยวด้วย นายกฯจะหารือกับทุกฝ่ายเพื่อวางมาตรการเชิงรุกในการกู้วิกฤต การสร้างภาพลักษณ์ การสร้างตลาดใหม่ โดยนายกฯจะประชุมกลุ่มย่อยๆแล้วมอบภารกิจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปกำหนดนโยบายและมตรการ ก่อนจะเสนอกลับมาให้ครม.รับทราบและอนุมัติต่อไปให้เร็วที่สุด  

 "นายกฯยังมอบให้ทูตพาณิชย์ของไทยทั่วโลกไปชี้แจงและดูแลเรื่องข้อตกลงต่างๆไม่ให้มีผลกระทบในระยะสั้น และขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการในเรื่องข้อตกลงต่างๆของไทยกับต่างประเทศรวมทั้งยังควบคุมราคาสินค้าต่างๆในประเทศไม่ให้มีการขึ้นราคาด้วย ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงกับทูตทั่วโลกแล้วว่าในทุกระยะนั้นรัฐบาลดำเนินการอะไรไปบ้าง เพราะต่างประเทศกังวลกับการประกาศใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน   และกังวลมากกับการใช้ทหารโดยที่ไม่มอบให้ตำรวจดูแลสถานการณ์ นายกฯบอกว่าเมื่อวันที่ 16 เม.ย.ได้เชิญเอกอัคคราชทูต 70 ประเทศมารับฟังลำดับเหตุการณ์และเหตุผลในการใช้กำลังทหาร รวมทั้งเพิ่มความมั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ในไทยอีก โดยวิธีการปัญหาการเมืองและการชุมนุมนั้นต้องใช้การปฏิรูปการเมือง   และเรื่องท่องเที่ยว การลงทุน และเศรษฐกิจนั้นก็หารือกันมากเช่นกัน" นายปณิธานกล่าว

 นายปณิธานกล่าวต่อว่า 3. การยกเลิกพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น นายกฯบอกว่าจะยกเลิกให้เร็วที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะอำนวย แพราะตอนนี้การปลุกระดมประชาชนผ่านสื่อบางแขนงนั้นยังมีอยู่ตามรายงานของกอฉ.ฉะนั้นการควบคุมสถานการณ์และการจับบุคคลตามหมายจับหลายคนนั้นยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งนี้นายกฯบอกว่าได้รับรายงานการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯในช่วงเช้ามืดวันนี้แล้ว และกำชับหน่วยงานว่าให้ดูแลความปลอดภัยของครม.ผู้นำประชาสังคมและประชาชน หากมีการขอให้รัฐบาลดูแลความปอดลภัยนั้นก็ให้แจ้งเข้ามาและขอให้มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก นายกฯยังบอกด้วยว่าหากไม่มีการปลุกระดม ก่อความไม่สงบ ใช้กำลังและความรุนแรงนั้นจะยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้และเชื่อว่าคงใช้เวลาไม่นานนักในการสะสางเรื่องต่างๆ

 "นายกฯได้รับฟังข้อสังเกตการทำงานของกองทัพและหน่วยงานต่างๆที่ยืนยันว่าเป็นเอกภาพและมีระบบ รวมทั้งแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทั้งนี้ได้รับฟังและเข้าใจความรู้สึกของประชาชนที่กังวลและไม่สบายใจกับมาตรการในอดีตที่เมื่อมีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉบับนี้แล้วไม่สำเร็จ ก็จะนำไปปรับปรุงการทำงานในอนาคตให้ดีขึ้น" นายปณิธานกล่าว และว่ามาตรการในอนาคตนั้นนายกฯบอกว่าจะมีการนำร่างพ.ร.บ.ควบคุมการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะมาพิจารณาและให้เปรียบเทียบกับต่างประเทศด้วย โดยต้องไม่ลิดรอนสิทธิของประชาชน ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องมีการลงรายละเอียดและแยกแยะการชุมนุมลักษณะต่างๆด้วย เช่นการชุมนุมที่ล้มล้างระบบ คุกคามผู้นำระหว่างประเทศ ปองร้ายชีวิตนายกฯ ครม.และประชาชนนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องมีบทลงโทษเป็นการเฉพาะและมอบให้กฤษฎีกาไปช่วยพิจารณารายละเอียดด้วย

 ในประเด็นที่ 4. นายปณิธานกล่าวว่าความคิดเห็นทางการเมืองจากในและต่างประเทศนั้น นายกฯบอกว่าหนทางการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ต้องมีการปฏิรูปการเมือง นายกฯสอบถามความเห็นของพรรคร่วมรัฐบาลแล้วพบว่าทุกพรรคสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองที่ต้องเปิดรับฟังความเห็นของทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดและชี้แจงให้สังคมรับทราบจุดประสงค์ว่าจะปฏิรูปการเมืองเพื่ออะไรว่าไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องเกิดขึ้นเพื่อให้ระบบเดินหน้าไปได้

 นายปณิธานกล่าวว่า รัฐบาลเพิ่งจะเข้ามาทำงานในทำเนียบฯได้นายกฯต้องไปทำงานแบบไปกลับที่กอฉ.ด้วยและเพื่อความปลอดภัย นายกฯจะประชุมกลุ่มย่อยกับหน่วยงานต่างๆเป็นระยะเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาและกู้วิกฤตเศรษฐกิจ   และผลกระทบจากความไม่สงบ   เมื่อหารือแล้วก็นำไปเข้าที่ประชุมครม.และมีมติครม.ออกมาโดยอาจไม่แจ้งล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยก็ขออภัยสื่อมวลชนด้วย   และการทำงานรายงานข่าวสารในช่วงที่ผ่านมาของสื่อมวลชนนั้นถือว่าถูกต้อง ทำให้รัฐบาลทำงานได้ง่ายขึ้นจนชี้แจงกับประชาชนและนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ท่ามกลางข่าวลือและเอกสารต่างๆ ตอนนี้กอฉ.ยังทำงานอยู่ แต่มีข่าวลือ เอกสารต่างๆ รวมทั้งเว็บไซต์ที่มีผลกระทบกับความมั่นคง   หากใครมีเบาะแสและข้อมูลก็ขอให้แจ้งให้รัฐบาลรับทราบด้วย และที่ผ่านมาสื่อมวลชนต้องเสี่ยงภัยในการทำหน้าที่ในภาวะวิกฤตที่สุด รัฐบาลขอขอบคุณไว้ด้วย  

ครม.อนุมัติเงินเยียวยาผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บเหตุจราจล

 นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.นัดพิเศษว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ หลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ ผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ในระหว่างวันที่ 8-14 เม.ย. 2552 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อเป็นการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ โดยให้ใช้งบกลางประจำปี 52 และเงินสำรองจ่ายจากกรณีฉุกเฉินและจำเป็น

 ทั้งนี้ มีหลักเกณฑ์ในการเยียวยา เช่นเดียวกับเหตุการณ์เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ที่หน้าอาคารรัฐสภาที่ผ่านมา โดยมีการกำหนดมาตรการช่วยเหลือเป็น 2 ช่วง คือ 1.การช่วยเหลือเร่งด่วน กรณีความเสียหาย บาดเจ็บเล็กน้อย หมายถึงผู้ที่เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่ไม่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน ได้รับเงินช่วยเหลือ 20,000 บาท

 กรณีบาดเจ็บคือการเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลและนอนพักรักษาตัวในฐานะผู้ป่วยในไม่เกิน 20 วัน ได้รับเงินช่วยเหลือ 60,000 บาท กรณีบาดเจ็บสาหัส คือ เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล และนอนพักรักษาตัวในฐานะผู้ป่วยในเกิน 20 วัน ได้รับเงินช่วยเหลือ 100,000 บาท

 กรณีทุพพลภาพ คือไม่สามารถประกอบกิจการงานได้ตามปกติ ได้รับเงินช่วยเหลือ 200,000 บาท กรณีเสียชีวิต คือ ประชาชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ ได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 400,000 บาท  

 2.การช่วยเหลือต่อเนื่อง กรณีทุพพลภาพและทายาทผู้เสียชีวิต ในกรณีเกิดความเสียหายทุพพลภาพ ต้องเข้ารับการฟื้นฟูจะได้รับเงินช่วยเหลือในการฟื้นฟูสมรรถภาพ 200,000 บาท กรณีทุพพลภาพ จะให้เงินช่วยเหลือผู้พิการ จ่ายเป็นรายเดือนจนถึงแก่ความตาย รายละ 1,000-3,000 บาทท ตามระดับความพิการ

 กรณีบุตร ผู้ได้รับความเสียหายที่เสียชีวิต หรือทุพพลภาพ จะได้รับเงินยังชีพรายเดือนจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และได้รับเงินช่วยเหลือ อนุบาลถึงชั้นประถมทศึกษา 1,000 บาทต่อเดือน เด็กเล็ก กศน.มัธยมศึกษา 1,500 บาทต่อเดือน อุดมศึกษา 2,500 บาทต่อเดือน

 ทั้งนี้ มาตรการเยียวทั้งหมด รัฐบาลจะปฏิบัติกับผู้เสียหายโดยไม่เลือกสี หรือเลือกค่ายว่า เป็นบุคคลกลุ่มไหน ไม่ตีกรอบว่า จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือประชาชน แต่ต้องเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ ซึ่งจะมีตั้งศูนย์และคณะกรรมการเยียวยาฯ ที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายกฯขอเปิดประชุมร่วม2สภา22-23เม.ย.

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติครม.ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ส่งหนังสือไปยังนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาเพื่อขอเปิดประชุมร่วมรัฐสภาโดยไม่มีการลงมติในวันที่ 22-23 เม.ย.เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 นายศุภชัยกล่าวว่าครม.ยังอนุมัติการขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอีกสามเดือนตั้งแต่ 20 เม.ย. -19 ก.ค.โดยเสนอให้พิจารณาก่อนวันที่ 19 เม.ย.ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่มีการขยายระยะเวลาจะมีผลบังคับใช้ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ

"เทพไท"เหน็บ"แม้ว"กบดานแอฟริกาหวังขุดทองแสนล้าน

 นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่มีข่าวว่าหลายประเทศออกหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ตให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เช่น ประเทศนิการากัว มอนเตเนโก กัมมพูชา บาฮามาส เป็นต้นนั้น จากการที่เขาได้ติดตามหาข้อมูลในเชิงลึก ได้ทราบข่าวว่า ประเทศดังกล่าวนี้ มีการออกพาสปอร์ตให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ จริง แต่กรณีของประเทศนิการากัวนั้น ปรากฏว่า สถานทูตไทยประจำแม็กซิโก ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังสถานเอกอัคราชทูตนิการากัว ประจำแม็กซิโก ถึงกรณีข่าวที่ระบุว่า มีการให้สัญชาติและออกพาสปอร์ตพิเศษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งได้รับหนังสือยืนยันตอบกลับมาว่า ข่าวดังกล่าวไม่มีมูล

 ขณะเดียวกัน ทางนิการากัว ได้มีการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า ได้มอบพาสปอร์ตให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ จริง ดังนั้นเขาอยากขอเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงออกมาว่า กรณีดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอย่างไร

 ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า ประเทศกัมพูชา ออกพาสปอร์ตพิเศษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น อยากเรียกร้องให้ สมเด็จฮุนเซน ผู้นำสูงสุดกัมพูชา ออกมาชี้แจง และทำความชัดเจนกรณีดังกล่าวต่อรัฐบาลไทยด้วย เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย-กัมพูชา

 “ขณะนี้ ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้หลบไปกบดานที่ประเทศแอฟริกา ซึ่งคงไปขุดทองในเหมือนทองหลายแสนล้านบาทที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยบอกไว้ แต่ผมก็อยากฝากเตือนไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะไม่อยากให้โดนคนแอฟริกาหลอก เหมือนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยโดนนายเชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย หลอกไปขุดทองที่ถ้ำลิเจีย"

 อย่างไรก็ตามเชื่อว่า สุดท้ายแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องกลับมากบดานที่ประเทศดูไบแน่นอน เพราะเป็นประเทศที่มีความเจริญ และ พ.ต.ท.ทักษิณ คุ้นเคยมากกว่า ดังนั้น อยากเรียกร้องไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่ทราบที่พักที่ชัดเจนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งทำให้ผมแปลกใจว่า กระทั่งคนทั้งโลกรู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ไหน แต่สำนักงานอัยการสูงสุดกลับบอกว่าไม่รู้” นายเทพไท กล่าว  

 นายเทพไท กล่าวอีกว่า ในการประชุมร่วมสองสภาฯ ในวันที่ 22-23 เม.ย. นี้ เขาอยากฝากเตือนไปยัง ส.ส.บางคนที่อาจจะยังคงมีอารมณ์ค้าง จากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง มาระบายในที่ประชุมสภาฯ เพราะจะทำให้บรรยากาศในการประชุมเสียไป

 ส่วนกรณีที่ส.ส.พรรคเพื่อไทยระบุว่า รัฐบาลเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐานกับกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น เขาขอยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่ากับกลุ่มใด เพราะถือว่า ทุกคนเป็นคนไทย ไม่เหมือนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เคยบอกเสมอว่าจะพัฒนาเฉพาะในพื้นที่ที่เลือกพรรคไทยรักไทยก่อน

 ส่วนการเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น ได้มีการประกาศจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้วว่า ได้มีการจัดเตรียมงบประมาณเพื่อช่วยเหลือไว้แล้ว โดยการช่วยเหลือผู้เสียหายในวันที่ 13 เม.ย. จะเท่าเทียมกับผู้เสียหายในเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.2551

 “ส่วนที่มีการเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุนเฉินฯ จากทางฝ่ายเอกชน และองค์กรธุรกิจต่างๆ เพราะเห็นว่าจะทำให้กระทบกับการท่องเที่ยวนั้น ผมอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ ยังเป็นเรื่องที่จำเป็นที่ต้องใช้ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความสงบ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกในอนาคต เพราะหากยกเลิก พรก.แล้ว เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายซ้ำจนต้องประกาศใช้ พรก.ฉุนเฉินฯ กันใหม่ เชื่อว่า จะยิ่งสร้างความกระทบกระเทือนและความเสียหายให้กับการท่องเที่ยวมากกว่า” นายเทพไท กล่าว

กทม.ดีเดย์25เม.ย.จัดพิธีทำบุญเมืองไล่สิ่งอัปมงคล

นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยว่า จากการที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. จะจัดให้มีการทำบุญเมืองกรุงเทพ เพื่อเป็นการปลอบขวัญและเยียวยาจิตใจประชาชนในทุกชุมชนของ กทม. หลังจากเหตุความขัดแย้งทางการเมืองคลี่คลาย โดย กทม.เตรียมจัดพิธีบวงสรวงขับไล่สิ่งอัปมงคลให้ออกไปจาก กทม. ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ ที่บริเวณลานคนเมือง

 นายพงศ์ศักติฐ์ กล่าวว่า สำหรับรูปแบบการจัดทำบุญจะมีขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า โดยพิธีหลักจะเป็นพิธีทางพราหมณ์ มีการบวงสรวงเทพยดา จากนั้นเป็นพิธีสงฆ์ นอกจากนี้ยังจะมีพิธีสวดของทุกศาสนา ประกอบด้วย 5 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ซิกข์ และพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งจะมีการทำพิธีสวดไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้ประชาชนที่นับถือศาสนาทุกศาสนาได้ร่วมสวดมนต์ในสถานที่นับถือ เช่น โบสถ์ มัสยิด ไปพร้อมๆ กันในกรณีที่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ หรือหากประชาชนหรือภาคเอกชนส่วนใดอยากร่วมในพิธีก็สามารถเดินทางมาร่วมสวดมนต์ที่บริเวณลานคนเมืองได้ ซึ่งพิธีจะเสร็จสิ้นในช่วงเที่ยงวัน โดยในส่วนของพิธีสงฆ์ ขณะนี้ตนอยู่ระหว่างประสานนิมนต์เกจิอาจารย์ชื่อดัง ซึ่งตนขอเปิดเผยรายชื่อในวันจันทร์ที่ 20 เม.ย. ภายหลังประชุมเตรียมจัดงานทำบุญเมืองกรุงเทพ ที่ศาลาว่าการ กทม.

 ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ กทม.นั้น ปลัดกทม. กล่าวว่า ตนจะเร่งเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่เทศกิจ กทม. ในการดูแลกทม. และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน เนื่องจากการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่และการเผชิญเหตุต่างๆ ต้องได้รับการฝึกฝนทั้งด้านวิชาการ เทคนิคการป้องกันตัวเองและการเผชิญเหตุ อีกทั้งมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่เหมาะสม โดยกทม. จะดำเนินการใน 3 ส่วน ได้แก่ การปรับโครงสร้างสำนักเทศกิจ โดยเพิ่มภารกิจด้านการดูแลรักษาความมั่นคงภายในพื้นที่กรุงเทพฯ   การเพิ่มมาตรการทางกฎหมายสำหรับดูแลเมือง และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เทศกิจโดยร่วมกับทหารและตำรวจเพื่อพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่เผชิญเหตุความไม่สงบในพื้นที่ได้   ทั้งนี้ภายใน 1 เดือนจะเร่งดำเนินการให้เห็นความชัดเจนมากขึ้น