
สงครามที่ไม่ประกาศ
การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บ ล้มตายจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะชาวบ้านคนไทยที่เสียชีวิตไป 1 คน เมื่อวันอังคารที่ 26 เมษายน
ถึงแม้ยังไม่ได้เรียกว่าสงครามเป็นทางการ แต่สงครามใหญ่ในอดีตล้วนเกิดจากกรณีพิพาทจุดเล็กๆ เช่นนี้เกือบทั้งสิ้น ความน่าเป็นห่วงในสถานการณ์ในฝ่ายไทย ก็คือ การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ที่สภาพการแข่งขันทำให้พวกเขาแข่งกันทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน รายงานสถานที่ตั้ง แผนการรบ กำลังทหาร ในขณะที่สื่อกัมพูชา สถานีโทรทัศน์กัมพูชารายงานภาพข่าวอย่างระมัดระวัง และแน่นอนเนื้อหา คือฝ่ายไทยเป็นฝ่ายโจมตีกัมพูชาก่อน
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะให้ผมทำอย่างไรได้ ในเมื่อไทยโจมตีผมก่อน และโจมตีมา 5 วัน ผมก็ต้องเอาบ้าง ที่ผ่านมากองทัพกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้อะไรเลย แต่เมื่อทนไม่ได้ผมจึงได้สั่งให้มีการตอบโต้ ในเมื่อคนเราอดทนถึงที่สุด และทนไม่ไหวก็จะต้องตอบโต้ถือเป็นเรื่องธรรมดา...” พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชาตอกย้ำความเชื่อของกัมพูชากับ “คม ชัด ลึก” ซึ่งตรงข้ามกับฝ่ายไทย ถึงแม้ความคิดในแบบชาตินิยมจะทำให้เราไม่ลังเลเลยที่จะเชื่อว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน แต่ในความเป็นจริงก็ยังไม่มีคนกลาง หรือมีหลักฐานที่จะยืนยันความจริงได้ครบถ้วน รอบด้าน เมื่อความจริงเป็นคนละชุด เหตุการณ์เดียวกันสื่อไทย-กัมพูชาเสนอข่าวไปคนละทิศละทาง การสู้รบก็ยากจะยุติ
สถานการณ์ไกลไปกว่าที่ทั้งสองฝ่ายจะเจรจายุติข้อพิพาทกันเองแล้ว แม้ว่าดูเหมือนกัมพูชาจะอ่อนข้อบ้างแล้วก็ตาม แต่ความเป็นประเทศที่เล็ก ความพร้อม อาวุธยุทโธปกรณ์ด้อยกว่าฝ่ายไทย กลับเป็นความได้เปรียบของกัมพูชา ในการเรียกร้องความเห็นใจจากประชาคมโลก นอกจากนั้นการที่อำนาจการเมืองอยู่ในมือของฮุน เซนอย่างเบ็ดเสร็จ ก็ไม่อาจคาดหวังการพูดจาในแบบที่คนปกติพูดกันและเข้าใจได้ ประกอบกับการเมืองที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่อาจคาดหวังว่าผู้นำประเทศคนต่อไปจะยังเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากนโยบายเปลี่ยน รัฐบาลเปลี่ยน ผู้นำประเทศเปลี่ยน สถานการณ์ระหว่างสองประเทศก็อาจเปลี่ยนไปตรงกันข้าม
ไม่มีใครบอกได้ว่า การปะทะยืดเยื้อครั้งนี้ จะยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบหรือไม่ อย่างไร คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการใช้กำลัง ตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาบริเวณปราสาททั้งสอง ถ้าจะประกาศสงครามระหว่างที่ยุบสภา ก็เป็นอำนาจของวุฒิสภา ซึ่งก็ไม่มีทางเป็นไปได้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกว่าไทยต้องระมัดระวังไม่ให้เข้าไปในแนวทางการวางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา ส่วนจะขยายผลกลายเป็นสงครามหรือไม่ ไม่สามารถตอบได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นี่คือสงครามที่ยังไม่ได้ประกาศ และไม่สามารถใช้ชุดเหตุผลใดๆ มาอธิบายได้ นอกจากเหตุผลทางการเมือง ที่รัฐบาลกัมพูชามีทัศนคติที่เป็นลบต่อรัฐบาลไทย



