
การเมืองเรื่องการล้มเจ้า
ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น กระแสของการตบเท้าของหลายฝ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการปกป้องสถาบัน และการกล่าวหาด้วยประเด็นของการล้มเจ้านั้นเป็นเรื่องน่าสนใจยิ่ง
คำถามหนึ่งก็คือ ทำไมเพิ่งจะมาเกิดเรื่องนี้ในเวลานี้ ? ซึ่งคำถามนี้บางฝ่ายอาจจะบอกว่าเป็นคำถามโลกแตก ขณะที่อีกหลายฝ่ายอาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องโลกแตกเลย เพราะว่าคำตอบในใจของแต่ละคนนั้นก็มีของตนเองอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับความกล้าเสียมากกว่า
ผมคงตอบได้แค่ว่าส่วนหนึ่งของเรื่องราวกระแสการกล่าวหาเรื่องของการล้มเจ้าในช่วงนี้ที่มาแรงก็เพราะเป็นโค้งแรกที่จะเข้าสู่การเลือกตั้ง และเมื่อการเลือกตั้งนั้นย่อมเกี่ยวข้องกับการหาเสียงที่กระจายไปทั่ว ซึ่งย่อมหมายถึงการเกิดวงเสวนาและสื่อสารกันไปในหลายที่ ประเด็นเรื่องของข้อหาเรื่องการหมิ่นฯ ในระหว่างการปราศรัยนั้นคงย่อมมีขึ้น เหมือนดังที่ในอดีตนั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยเฉพาะนักการเมืองที่ปราศรัยจนเจอข้อหานี้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะอารมณ์ของฝูงชนพาไป และอีกด้านหนึ่งกระแสของการล้มเจ้าก็มีจริงๆ เช่นกัน แต่ตีความต่างกันไป เพราะคำว่าล้มเจ้านั้นแปลได้หลายความหมาย ตั้งแต่คอมมิวนิสต์ สาธารณรัฐ หรือกระทั่งการต่อต้าน-วิพากษ์วิจารณ์เจ้า (มีตั้งแต่ไม่เอา ล้ม หรือรักแบบขอวิจารณ์ได้ นั่นแหละครับ)
ในอีกทางหนึ่ง การแทรกแซงทางการเมืองของทหารด้วยการกดดันผ่านการใช้สื่อให้เป็นก็มีนัยสำคัญ เพราะว่าการแทรกแซงทางตรงแบบรัฐประหารนั้นมีต้นทุนที่สูงกว่า...สู้ส่งหมายให้สื่อเข้าไปทำข่าวการตรวจกำลังพลปรกติในฐานทัพไม่ได้...ทุนต่ำแต่ผลสะเทือนสูง เหมือนกรณีคุณทักษิณโฟนอินตามงานบวชงานแต่งนั่นแล (เพราะเป็นอะไรที่ถ้าอยู่เมืองไทยก็ทำไม่ได้ง่ายนัก)
เรื่องต่อมาก็คือ ตกลงกระแสการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นนั้น (ที่มีตัวเลขไม่เอา 112 ตามรูปต่างๆ) จะไปได้แค่ไหน สุดท้ายจะกลายเป็นประเด็นตกไป ไม่มีพรรคไหนเอาด้วย หรือเป็นประเด็นพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินกันแน่?
ผมอาจจะเป็นคนส่วนน้อยที่คิดว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายนัก และประเด็นไม่ได้อยู่ที่การมองว่าไม่ง่ายเพราะจะถูกต่อต้านอย่างรุนแรง เพราะผมคิดว่าเรื่องใหญ่กว่าเรื่องกฎหมายหมิ่นนั้นคือเรื่อง "การเมืองของความจงรักภักดี" ต่างหาก
นั่นหมายความว่า เวลาที่เขาฟ้องหรือมองหรือกล่าวหาว่าหมิ่นหรือไม่หมิ่น ผมคิดว่าเขาไม่ได้มาไล่ตีความเหมือนบรรดาพวกคลั่งตรรกะมาไล่ตีความหรอกครับ ว่าเข้าข่ายหมิ่นหรือไม่หมิ่น เพราะฐานคิดอยู่ที่ว่าคุณจงรักภักดีหรือเปล่า
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยเวลาที่เขามองว่า การมาอ่านซ้ำข้อความเข้าข่ายหมิ่นนั้น เข้าข่ายหมิ่นจริงหรือไม่
การเมืองไทยไม่ใช่เรื่องการหมิ่น แต่เป็นเรื่องของความจงรักภักดีต่างหาก
ถ้าไม่จริงเวลาที่สู้คดีทำไมต้องแสดงความจงรักภักดีเพื่อยืนยันว่าไม่หมิ่น? ทั้งนี้เพราะฐานเรื่องหมิ่นมันวางอยู่บนฐานะเรื่องความจงรักภักดี ซึ่งภาษาในทางสังคมศาสตร์กระแสหนึ่งเขาบอกว่าจะพิจารณาว่าคนไหนพูดจริงหรือเท็จก็ให้ดูว่า truthful ไหมนั่นแหละครับ (คำนี้คือแปลตามตัวว่าเต็มไปด้วยความจริงไหม)
ดังนั้นการที่สำนักราชเลขาธิการเขาออกมาปรามว่าอย่านำเรื่องเจ้าเรื่องนายไปยุ่งกับการเลือกตั้ง ประเด็นไม่ใช่เรื่องหมิ่นหรือไม่หมิ่นหรอกครับ ประเด็นอยู่ที่เรื่องของความจงรักภักดี เพราะการพูดว่าภักดีนั้นภักดีจริงหรือไม่ อันนี้แหละครับสำคัญกว่าเรื่องหมิ่นตั้งมากมาย
เรื่องนี้ผมว่าอาจจะใหญ่กว่าการอ้างว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของวิชาการหรือไม่วิชาการด้วยซ้ำ
หรือถ้าจะให้พูดแบบวิชาการ คำว่า "ภักดี" นั้น หรือที่แปลจากคำว่า Bhakti นั้นเป็นคำที่มีนัยทางอุดมการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ เรามักจะมองแต่เรื่องของการพูดเรื่องเทวราชา ซึ่งเป็นการมองว่ากษัตริย์นั้นถูกทำให้เป็นเทพเจ้า หรือมีหน้าที่กี่ประการ มีศีลธรรมอะไรบ้าง แต่ในด้านกลับกันเราไม่ค่อยได้ศึกษาถึง "หน้าที่" ของคนใต้ปกครองต่อ "เทพเจ้า" เหล่านั้น
เมื่อเราเน้นแต่ศึกษาแต่ "พระคุณ" ในเชิงธรรมราชา หรือเรามองแต่เรื่องของ "ระบบอุปถัมภ์" ในแง่ของการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง เราก็เลยมองไม่เห็นรากฐานของ "ความภักดี" ที่โดยรากของความคิดนั้นเป็นเรื่องที่มากกว่านโยบายหรือคำแถลงการณ์
แต่ใช่ว่าเมื่อพูดเรื่องความภักดีนั้นแล้วสภาพทุกอย่างจะถูกยึดกุมได้ เพราะการกล่าวหาว่าทรยศต่อชาติก็เคยเป็นหนึ่งในข้อกล่าวหาสำคัญทางการเมืองไทยเช่นกัน แปลว่าหลายครั้งนั้นเกิดการยกระดับจากการภักดีต่อคนเป็นการภักดีต่อหลักการ หรือภักดีต่อองคาพยพจินตกรรมเช่น "ชาติ"
ภารกิจที่สำคัญในการปฏิรูปการเมืองเข้าสู่ประชาธิปไตยจึงน่าจะอยู่ที่การตั้งคำถามกับรูปแบบและสาระของความภักดี และการแปรเปลี่ยนความหมกมุ่นเรื่องความภักดีมาสู่เรื่องอื่นๆ ด้วย อาทิ ความไว้ใจ (trust) ความอดกลั้น/ขันติธรรมของทุกฝ่ายต่อกัน (toleration) และที่สำคัญก็คือเรื่องของการสร้าง "พันธะผูกพัน" (obligation) ต่อกันและกัน...



