
มาร์คขอสภาฯมั่นใจหยุดปะทะชายแดนได้
นายกฯอภิสิทธิ์ขอสภาฯมั่นใจคลี่คลายสถานการณ์ไทย - เขมรโดยได้ ยันไทยไม่ได้เริ่มก่อน พร้อมเจรจา 2 ฝ่ายแต่ต้องการความจริงใจ เตรียมถกรมต.อาเซียนที่อินโดฯ 6 พ.ค.นี้ ย้อนเกล็ด"ฮุนเซน"ทีเมื่อวานบอกพร้อมเจรจาแล้วยิงต่อทำไม ชวรัตน์คาดเหตุปะทะชายแดนไทย-เขมรยุติ
เมื่อเวลา 14.35 น. วันที่ 27 เม.ย.ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับปัญหาไทย - กัมพูชา ซึ่งภายหลังจากให้ส.ส.อภิปรายนานกว่า 4 ชั่วโมง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ซึ่งเดินทางกลับหลังจากลงพื้นที่จ.บุรีรัมย์และจ.สุรินทร์ว่า จากการลงพื้นที่พบปะประชาชน ตนเชื่อว่าทุกคนต้องการเห็นความสงบและอยู่กันอย่างปกติสุข เรื่องนี้ทุกคนไม่ต้องการเห็นการปะทะหรือเหตุรุนแรง แต่ต้องการให้ทุกอย่างยุติลงเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นประเทศไทยไม่มีใครคิดหรือกระทำการรุกรานประเทศกัมพูชา แต่เมื่อกัมพูชาโจมตีมาเราก็ต้องตอบโต้ ซึ่งกองทัพไทยต้องปฏิบัติหน้าที่รักษาฐานที่มั่น รักษาอธิปไตยของไทยไว้ โดยทำตามหลักสากลที่สมควรแก่เหตุ คือมุ่งเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ส่วนการเจรจาอยู่ที่สองฝ่าย ซึ่งไทยก็ต้องการเจรจา แต่การเจรจาต้องยืนอยู่บนความจริงใจ ซึ่งเมื่อค่ำวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมากัมพูชาได้ติดต่อขอเจรจา ตนก็คิดว่าจะดำเนินการไปด้วยดี แต่กัมพูชายิงเข้ามาฝั่งไทยโดยตลอด และหลังจากนั้นไม่นานได้โจมตีอย่างหนัก จนเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 27 เม.ย.ก็ยังมีการยิงกันประปราย ตรงนี้เป็นอุปสรรคในการเจรจา
ยืนยันว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากฝ่ายไทย เราต้องการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีไม่รุกรานใครแต่หากใครจะมารุกรานเราไม่ได้เช่นเดียวกัน เราพยายามทุกวิถีทาง ทุกคนพูดอยากให้จบเร็วแต่เราก็ต้องรักษาอธิปไตยของเรา แต่ก็ไม่ลดละความพยายามที่จะเร่งคลี่คลายปัญหาโดยเร็วที่สุด หลายคนไม่ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดทั้งหมด เพราะมีความสลับซับซ้อนในการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศ
“กองทัพปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นเรารับทราบแต่ฝ่ายเรา แต่ความเสียหายที่เกิดในกัมพูชาก็ไม่น้อยกว่าเรา ถ้าผู้นำกัมพูชาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้คือหยุดยิงและเจรจา ซึ่งกรอบการดำเนินการที่จะพูดมีอยู่แล้ว และเราก็เพิ่งพูดคุยกรอบเจบีซีไม่นานนี้ และในวันที่ 6 พ.ค.นี้ผมจะได้ไปคุยเรื่องนี้ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่อินโดนีเซีย และขอยืนยันว่า กองทัพเข้มแข็ง มีกำลังใจดี ทหารทุกคนที่บาดเจ็บพูดได้คำเดียวว่า สู้และต้องการปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้กลับไปอยู่ชุมชนเดิม”นายกฯกล่าว
ตนอยากขอความร่วมมือและความไว้วางใจ พวกตนอยู่ตรงนี้หากตัดสินใจอะไรไปแล้วเสียหายก็ต้องรับผิดชอบ ขณะเดียวกันการไปตกลงอะไรที่มีผลกระทบต่อเขตดินแดนเราก็ทราบดีว่ารัฐธรรมนูญก็บอกว่าต้องมาที่รัฐสภา ซึ่งตนมั่นใจว่าไม่ว่ารัฐสภาชุดไหนก็ไม่ยอมตกลงเรื่องที่ประเทศเสียเปรียบหรือเราต้องเสียดินแดน จึงอยากให้ทุกคนให้กำลังใจกองทัพ ให้กำลังใจประชาชนเพราะเรามีจุดยืนที่รักสงบ และยืนยันว่ากองทัพและฝ่ายการเมืองไม่มีความขัดแย้งกัน ขอให้มั่นใจเราจะปกป้องอธิปไตยอย่างดีที่สุด ไม่มีความคิดจะใช้กำลังกับใครทั้งสิ้นและต้องการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกับทุกประเทศที่มีชายแดนติดกันเราทุกประเทศ และต้องการให้สถานการณ์นี้คลี่คลายโดยเร็ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังนายกฯชี้แจงจบ นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ในฐานะประธานในที่ประชุมได้ปิดการอภิปรายและเข้าสู่ระเบียบวาระปกติ
ย้อนเกล็ด"ฮุนเซน"ทีเมื่อวานบอกพร้อมเจรจาแล้วยิงต่อทำไม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวภายหลังกลับจากภารกิจที่จังหวัสุรินทร์และได้เดินทางไปยังอาคาร ไอ-ทาวเวอร์ ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อแสดงความยินกับที่ทำการพรรคกิจสังคมแห่งใหม่ จากนั้นนายกฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆกรณีที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมที่จะเจรจากับฝ่ายไทยเพื่อยุติการปะทะระหว่างกันนายอภิสิทธิ์ ย้อนถามว่า “ทีเมื่อวาน ( 26 เม.ย.) ก็บอกว่าพร้อม แล้วยิงต่อทำไม ” และจากนั้นนายกรัฐมนตรีก็ขึ้นรถเดินทางมายังอาคารรัฐสภาทันที
“ชวรัตน์”คาดเหตุปะทะชายแดนไทย-เขมรยุติเร็วนี้
ที่กระทรวงมหาดไทย นาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา ว่า รมว.กลาโหมของกัมพูชา ได้เชิญ รมว.กลาโหมของไทยไปเจรจาแล้ว คาดว่า สถานการณ์คงเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววันนี้ อย่างไรก็ตามได้กำชับให้ผู้ว่าฯ ดูแลผู้อพยพอย่างเต็มที่ ทั้งในเรื่องสถานที่ อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม อย่าให้ขาดตกบกพร่อง ส่วนปัญหาชายแดนจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ตนคิดว่านายกฯ วางกรอบเอาไว้ว่าจะยุบสภาหลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นครั้งสุดท้ายในสัปดาห์หน้า ซึ่งตนคิดว่าคงไม่ส่งผลต่อการเลือกตั้ง เนื่องจากนายกฯ ก็พูดชัดว่ารัฐบาลรักษาการก็บริหารประเทศได้
ด้านนาย วิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงกรณีเหตุปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. ถึงปัจจุบัน ว่า ขณะนี้ ราษฎรเดือดร้อน 2 ตำบล 36 หมู่บ้าน บ้านเรือนเสียหาย 1 หลัง ซึ่งได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เนื่องมาจากกองกำลังนอกประเทศ ใน จ.สุรินทร์ 3 อำเภอ 11 ตำบล 142 หมู่บ้าน ได้แก่ อำเภอพนมดงรัก รวม 4 ตำบล 55 หมู่บ้าน ดังนี้ ตำบลบักได ตำบลตาเมียง ตำบลจีกแดก และตำบลโคกกลาง อำเภอกาบเชิง รวม 5 ตำบล 76 หมู่บ้าน ดังนี้ ตำบลแนงมุดตำบลโคกตะเคียน ตำบลกาบเชิง ตำบลด่าน และตำบลตะเคียน อำเภอปราสาท รวม 2 ตำบล 11 หมู่บ้าน ดังนี้ ตำบลโคกสะอาด และตำบลโชคนาสาม
นายวิบูลย์ กล่าวว่า ขณะนี้อพยพราษฎรประมาณ 29,677 คน ไปอาศัยที่จุดรองรับผู้อพยพ รวม 22 จุด ได้แก่ จุดรองรับผู้อพยพอำเภอพนมดงรัก 3 จุด ผู้อพยพ 6,318 คน จุดรองรับผู้อพยพอำเภอกาบเชิง 4 จุด ผู้อพยพ 4 , 332 คน จุดรองรับผู้อพยพอำเภอปราสาท 13 จุด ผู้อพยพ 16 , 858 คน และจุดรองรับผู้อพยพอำเภอสังขะ 2 จุด ผู้อพยพ 2 , 169 คน โดยปภ.ได้สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์ โดยจัดเจ้าหน้าที่ จำนวน 72 นาย พร้อมรถผลิตน้ำดื่ม 3 คัน รถไฟฟ้าส่องสว่าง 5 คัน รถบรรทุกน้ำ 14 คัน เต็นท์ 423 หลัง รถบรรทุกขนาดใหญ่ 2 คัน ผ้าห่มไหมพรม 21 ,000 ผืน สุขาเคลื่อนที่ 60 หลัง ออกให้บริการแก่ประชาชนตามจุดรองรับผู้อพยพต่างๆ โดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
จุรินทร์สรุปเหตุปะทะไทยเจ็บ47ตาย6ราย
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย – กัมพูชา ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6 ราย เป็นทหาร 5 ราย พลเรือน 1 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บ 47 รายซึ่งเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลค่าย วีรวัฒน์โยธิน 37 ราย โรงพยาบาลสุรินทร์ 7 ราย โรงพยาบาลบุรีรัมย์ 1 ราย และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 2 ราย ในส่วนของสถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขปิดให้บริการแล้ว 9 แห่ง เป็นโรงพยาบาลชุมชน 2 แห่ง คือ 1. โรงพยาบาลพนมดงรักที่ไม่สามารถเปิดให้บริการในภาพรวมได้แต่เปิดให้บริการเฉพาะห้องฉุกเฉิน และมีการเคลื่อนย้ายบุคลกรไปเปิดบริการภาคสนามที่โรงเรียนมหาราช 4 ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 8 กิโลเมตร 2. โรงพยาบาลกาบเชิง ซึ่งมีการย้ายผู้ป่วย 27 คน ออกนอกโรงพยาบาลไปยังในโรงพยาบาลใกล้เคียง คือ โรงพยาบาล ปราสาท 9 คน โรงพยาบาล โรงพยาบาลลำดวน 9 คน โรงพยาบาล 9 คน โรงพยาบาลสุรินทร์ 2 คน โรงพยาบาล โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน 1 คน และที่เหลือขอกลับไปรักษาตัวที่บ้าน นอกจากนี้มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 7 แห่ง ที่ปิดให้บริการ เป็นโรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ 6 แห่ง และ จังหวัดบุรัมย์ 1 แห่ง
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี่ได้มีการเสริมทีมแพทย์ 5 ทีม จาก มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ อย่างละ 1ทีม และ จ.ราชบุรี2ทีม อย่างไรก็ตาม จากการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 31 ศูนย์ คือ สุรินทร์ 23 ศูนย์ บุรีรัมย์ 8 ศูนย์ พบว่าประชาชนยังมีความเครียดอยู่มาก จากการที่ยังไม่ทราบสถานการณ์ในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร โดยในจำนวนนี้ต้องติดตามเป็นพิเศษเพราะมีปัญหาซึมเศร้าเสี่ยงฆ่าตัวตายจำนวน 16 ราย



