ข่าว

เฟซบุ๊กกับการหาเสียงในสิงคโปร์ (2)

เฟซบุ๊กกับการหาเสียงในสิงคโปร์ (2)

27 เม.ย. 2554

"ปกติแล้ว พรรคการเมืองและนักการเมืองต่างขยันใช้เครือข่ายสื่อสังคม โดยเฉพาะเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในประเทศนี้" นายเคลลี ฉู่ ผู้ก่อตั้งบริษัทให้บริการออนไลน์แบรนด์โตโลยีให้ความเห็น

 "ชาวสิงคโปร์ต่างบริโภคข่าวสารข้อมูลทางการเมืองโดยตรงผ่านเครือข่ายสังคม พวกนักการเมืองก็เลยใช้สื่อเหล่านี้มาหาเสียงกับผู้มีสิทธิออกเสียง"

 คาดกันว่าที่แดนสิงโตทะเลมีคนใช้เฟซบุ๊กราว 3 ล้านคนจากประชากรทั้งประเทศแค่ 5 ล้านเศษๆ เท่านั้น ส่วนทวิตเตอร์นั้นเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่วัยรุ่นมากกว่า เชื่อว่ามีคนใช้ไมโครบล็อกนี้กว่า 9 แสนคน

 ด้านนักวิจารณ์การเมืองก็ไม่ยอมตกกระแสได้ตั้งเว็บไซต์ของกลุ่มขึ้นมาเพื่อตอบโต้สื่อกระแสหลักที่สนับสนุนพรรคพีเอพี ปรากฏว่าเว็บไซต์นี้กลายเป็นขวัญใจของชาวเน็ต ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สนใจสื่อกระแสหลักทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์อยู่แล้ว

 นายฉี สุ่น จ้วน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์สิงคโปร์ (เอสดีพี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านให้ความเห็นว่าเครือข่ายสื่อสังคมจะเป็นเครื่องมือหาเสียงสำคัญของพรรคให้สามารถต่อกรกับพรรคพีเอพีที่เน้นหาเสียงผ่านหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์

 "สำหรับพรรคเอสดีพีแล้ว ถือเป็นครั้งสำคัญที่สามารถประกาศนโยบายผ่านสื่อในประเทศ ซึ่งทุกสื่ออยู่ใต้การครอบงำและควบคุมโดยพรรครัฐบาล แต่ก็ยอมรับว่าในระยะสั้นแล้ว สื่อสังคมอาจจะไม่ส่งผลสะเทือนในวงกว้างมากนัก"

 นายโก๊ะ ซุ่ง หย่ง เว็บมาสเตอร์ของพรรคกรรมกร ที่คอยดูแลเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์และเว็บไซต์ให้ความเห็นกับพรรคกล่าวว่า "สื่อสังคมนี้ล้วนทรงประสิทธิภาพในเรื่องของความเร็วและความง่ายในการส่งสาร แต่ก็คงไม่สามารถเทียบเคียงสื่อเก่าได้"

 "สื่อใหม่อาจจะได้รับความนิยมในหมู่คนกลุ่มหนึ่ง สื่อใหม่มีส่วนช่วยให้พวกเราสามารถเข้าถึงประชาชนมากขึ้นกว่าที่คิดไว้ แต่ก็คงจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจว่าใครจะแพ้จะชนะการเลือกตั้ง"

 ขณะที่นายอรุณ มหัศนันท์ รองผู้อำนวยการสถาบันนโยบายศึกษากล่าวว่า สื่อสังคมในสิงคโปร์ยังด้อยพัฒนาอยู่มากเมื่อเทียบกับบรรยากาศการเมืองที่คึกคัก "เหตุผลหนึ่งก็คือยังไม่มีการปฏิบัติทางการเมือง อีกเหตุผลหนึ่งก็คือผลของกฎระเบียบทางอินเทอร์เน็ตที่มีต่อชาวสิงคโปร์"

  เพราะถึงแม้ว่าว่าทางการจะยอมผ่อนปรนกฎระเบียบที่เคยควบคุมอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวดลง แต่บทลงโทษหนักถึงขั้นจำคุกหลายปียังคงมีผลบังคับใช้ถ้าหากพบว่าทำผิดในข้อหาการหมิ่นประมาทหรือสร้างความเกลียดชังในด้านเชื้อชาติและศาสนาขึ้นในสังคม

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์