ข่าว

(อำนาจ(วรรณกรรม)ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)

(อำนาจ(วรรณกรรม)ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)

27 เม.ย. 2554

อำนาจวรรณกรรมเป็นคำที่ได้ยินกันมานานแล้ว และฟังดูเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม รวมทั้งเคยก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางการเมืองการปกครองขึ้นในหลายๆ ประทศในยุโรปในอดีต ขณะเดียวกันก็มีคำถามเกิดขึ้นในปัจจุบันว่าอำนาจวรรณกรรมนั้นยังคงความ

 ก่อนอื่น เราคงต้องมาดูว่าวรรณกรรมนั้นมีอำนาจในทางใดบ้าง ประการแรกที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการรักษาและสืบสานขนบประเพณีและวัฒนธรรม เช่น สุภาษิตพระร่วง ทวาทศมาส  มหาชาติคำหลวง เป็นต้น ประการที่สองก็เพื่อสำแดงเกียรติยศหรือวีรกรรม เช่น ลิลิตตะเลงพ่าย ลิลิตยวนพ่าย โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี  ประการที่สามสะท้อนปัญหาสังคมรวมทั้งนำเสนอแนวคิดในเชิงปฏิรูป เช่น บทกวีของ "นายผี” จิตร ภูมิศักดิ์ และบทประพันธ์ของ “ศรีบูรพา” ซึ่งวรรณกรรมดังกล่าว ล้วนมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของคนไทยโดยทั่วไป

 สำหรับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถในด้านวรรณกรรมเป็นอย่างยิ่ง ผลงานของท่านไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี บทความ และปกิณกะ ล้วนแสดงถึงภูมิปัญญาอันล้ำลึก และกลวิธีการเขียนที่เลอเลิศ จนได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ คนแรก แต่ที่สำคัญคือท่านได้ใช้อำนาจทางวรรณกรรมของท่านในการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และจรรโลงศิลปวัฒนธรรม และ สังคมไทย

 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้ให้ความสนใจในการเขียนมาเป็นเวลานาน โดยเคยเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์รายวันบางฉบับก่อนที่จะมาก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐเป็นของตนเอง เมื่อ พ.ศ.2493 เพื่อต่อสู้กับอำนาจมืดและปกป้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เนื่องจากสภาพการณ์ของเมืองไทยในเวลานั้นอยู่ในภาวะสับสน แตกแยก และการใช้ความรุนแรง

 ทั้งจากการที่เพิ่งผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่สองมาไม่นาน การปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการว่างเว้นจากการมีพระมหากษัตริย์ประทับเป็นมิ่งขวัญของบ้านเมืองมาเป็นเวลานานถึง 15 ปี ภายหลังจากที่รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชบัลลังก์ โดยรัชกาลที่ 8 เสด็จฯ ไปศึกษายังต่างประเทศเป็นระยะเวลา 11 ปี และรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปศึกษาต่อต่างประเทศอีก 4 ปี  ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่ห่างเหินจากสถาบันไปมาก ประกอบกับในทางการเมืองเองก็มีการดำเนินนโยบายชาตินิยมและเชิดชูบทบาทของนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นในฐานะของท่านผู้นำประเทศ

 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้ใช้ความสามารถทางวรรณกรรมฟื้นฟูความรู้สึกผูกพันของคนไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และขนบธรรมเนียมต่างๆ ของไทยอย่างแยบยล ผ่านนวนิยายเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ใน พ.ศ.2493 (ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ พ.ศ.2494-2495) อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ นิวัตสู่ประเทศไทย นวนิยายเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นภาพของสังคมไทยทั้งในรั้วในวังและชีวิตผู้คนสามัญ ตั้งแต่ช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงสิ้นรัชกาลที่ 8 หรืองานวิเคราะห์จดหมายเหตุ วัน วลิต ชาวฮอลันดา ที่เข้ามากรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในหนังสือ “กฤษดาภินิหารอันบดบังมิได้” (พ.ศ.2519) ขณะเดียวกันก็ร้อยเรียงเรื่องราวอันหลากหลายของชาวบ้านธรรมดาไว้ในเรื่อง “หลายชีวิต” (พ.ศ.2497)

 ในการต่อสู้กับอำนาจทางการเมืองนั้น ท่านได้นำวรรณกรรมซึ่งคนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีคือ “สามก๊ก” มาปรุงแต่งเป็น “สามก๊กฉบับนายทุน” ไว้ 2 ตอน คือตอนโจโฉ นายกตลอดกาล ซึ่งมีถ้อยคำเปรียบเปรยเสียดสีนักการเมืองไทยอย่างมีอารมณ์ขัน กับ เบ้งเฮ็ก ผู้ถูกกลืนทั้งเป็น ซึ่งแสดงข้อสันนิษฐานของท่านว่า เบ้งเฮ็กนั้น อาจจะเป็นคนไทยหรืออ้ายลาว

 นอกจากนี้ท่านยังคัดง้างนโยบายชาตินิยมที่ดูหมิ่นศิลปวัฒนธรรมไทย ด้วยการลงมือแสดงลิเก เพลงพื้นบ้าน และโขน ให้คนไทยได้ชื่นชม หรือในยุคปลุกผีคอมมิวนิสต์ท่านได้นำนวนิยายเรื่อง “โลกใบเล็กของดอน คามิลโล” (The Little World of Don Camillo) ของโจวานนี กวาเรสกิ นักประพันธ์ชาวอิตาลี มาดัดแปลงเป็นเรื่องไทยๆ ให้ตัวแทนของระบอบศักดินาอย่างสมภารกร่าง กับ มาร์กซิสต์ อย่างสหายแกว่น แก่นกำจร อยู่ร่วมกันที่หมู่บ้าน “ไผ่แดง” (พ.ศ.2497)

 และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า งานเขียนของท่านในหน้า 5 ของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ไม่ว่าจะใช้ชื่อคอลัมน์ว่าอย่างไร ล้วนทรงอิทธิพลและมีบทบาทอย่างมากต่อการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม และด้านอื่นๆ ซึ่งบางครั้งถ้อยคำเพียงประโยคเดียวของท่าน ก็สามารถส่งผลให้อะไรบางอย่างในบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปได้
 ก็อย่าง “กูไม่กลัวมึง” นั่นแหละครับ