
เอดีบีเตือนอาหารแพงทำคนเอเชียจนเพิ่ม
เอดีบีเตือนอาหารแพงจะทำให้คนเอเชียจนเพิ่มขึ้นอีก 64 ล้านคน อดีตผู้นำจาก 4 ชาติเยือนเกาหลีเหนือเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ ขาดแคลนอาหาร
(26เมษายน) รายงานของธนาคารพัฒนาเอเชียหรือ เอดีบี คาดว่า ราคาอาหารที่แพงขึ้นถึง 30% ในสองเดือนแรกของปีนี้ จะส่งผลให้ประชากรในเอเชียอีก 64 ล้านคนประสบกับความยากจนข้นแค้นและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง
เอดีบีได้เปิดเผยรายงานเรื่อง "เงินเฟ้อจากราคาอาคารโลกและประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย" ระบุว่า ราคาอาหารที่สูงขึ้นทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นเฉลี่ย 10% ในชาติเอเชีย และจะส่งผลให้ประชากรอีก 64 ล้านคนในเอเชียประสบกับความยากจนข้นแค้น คือ มีรายได้ต่ำกว่า 1.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ขณะที่ปัจจุบันชาติกำลังพัฒนาในเอเชียมีประชากรยากจนเกือบ 2 ใน 3 ของทั้งหมดทั่วโลก คือ มีประชากรเกือบ 600 ล้านคนที่มีรายได้ 1.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันหรือ
ต่ำกว่านี้
ชางยอง รี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอดีบี บอกว่า ครอบครัวยากจนในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย จะใช้จ่ายค่าอาหารมากถึงกว่า 60% ของรายได้ และเมื่อราคาอาหารสูงขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระค่ารักษาพยาบาลและการศึกษาสำหรับลูก
ขณะที่รายงานคาดว่า ราคาอาหารยังมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตน้อยลง บวกกับยังได้รับการเกื้อหนุนจากปัจจัยที่ส่งผลต่อวิกฤตการณ์ด้านอาหารเมื่อปี 2550-2551 ซึ่งได้แก่ ความต้องการอาหารที่สูงขึ้นในประเทศที่มีประชากรและรายได้มากกว่าในประเทศกำลังพัฒนา พื้นที่การเกษตรที่ลดลง และผลการเก็บเกี่ยวที่ชะงักงันหรือตกต่ำ
นอกจากนี้หากราคาอาหารและน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไปจนถึงสิ้นปีนี้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียจะลดลงถึง 1.5% ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ และบางประเทศจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงมากในขณะนี้ เพราะประเทศเล็กๆแห่งนี้ต้องนำเข้าอาหารทั้งหมด
ขณะเดียวกันนายรี เตือนให้ชาติเอเชียหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการห้ามส่งออก และแนะนำให้เพิ่มผลผลิตการเกษตร โดยมุ่งเพิ่มการลงทุนด้านระบบชลประทาน โครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร และการเก็บสำรองอาหาร
อดีตผู้นำ4ชาติเยือนเกาหลีเหนือเจรจาเรื่อขาดแคลนอาหาร
อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ของสหรัฐ วัย 86 ปี พร้อมด้วยอดีตประธานาธิบดีมาร์ตตี้ อาห์ติซารี ของฟินแลนด์ อดีตนายกรัฐมนตรีโกร บรันด์แลนด์ ของนอร์เวย์ และอดีตประธานาธิบดีแมรี โรบินสันของไอร์แลนด์ เดินทางถึงสนามบินในกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือวันนี้ โดยมีนายรี ยอง โฮ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเกาหลีเหนือและเจ้าหน้าที่ระดับสูงให้การต้อนรับ
อดีตผู้นำทั้ง 4 เป็นสมาชิกของกลุ่ม เอลเดอร์ส กลุ่มที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของบุคคลผู้มีชื่อเสียงระดับโลก โดยการริเริ่มของอดีตประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลาของแอฟริกาใต้เมื่อปี 2550 เพื่อร่วมกันส่งเสริมสันติภาพและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในประเทศต่างๆทั่วโลก
คาร์เตอร์ เปิดเผยก่อนออกเดินทางจากกรุงปักกิ่งของจีนถึงกรุงเปียงยางว่า ทางกลุ่มมีเป้าหมายที่จะเข้าพบหารือกับนายคิม จอง-อิล ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ และนายคิม จอง-อึน
ลูกชายที่เป็นทายาทการเมือง แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะได้รับอนุญาตให้เข้าพบหรือไม่
นอกจากนี้พวกเขาต้องการจะหารือเรื่องปัญหาการขาดแคลนอาหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนือ ตลอดจนประเด็นการเจรจา 6 ฝ่ายเพื่อยุติโครงการนิวเคลียร์ของ
เกาหลีเหนือที่หยุดชะงักไปเพราะความตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ พวกเขาจะเยือนเกาหลีเหนือ 3 วันจนถึงวันพฤหัสบดีและจะเดินทางต่อไปยังเกาหลีใต้
ทั้งนี้เกาหลีเหนือประสบปัญหาผลผลิตทางเกษตรไม่ดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าประชาชนราว 3 ล้าน 5 แสนคนจาก 24 ล้านคนเสี่ยงอดอยากหิวโหย



