ข่าว


นโยบาย "บิ๊กเชฐ"
ปลด ”ร็อบโบ้”แน่
ลดแข้งต่างชาติ

นโยบาย "บิ๊กเชฐ" ปลด ”ร็อบโบ้”แน่ ลดแข้งต่างชาติ

27 เม.ย. 2554

“บิ๊กเชฐ" พิเชฐ มั่นคง ประกาศนโยบายลงสมัครชิงเก้าอี้นายกลูกหนัง ยืนยันไม่ใช่เป้าล่อ เชื่อมีเซอร์ไพรส์ในการเลือกตั้งหนนี้ มั่นใจศักยภาพเหนือกว่า “บังยี” เพราะไม่มีใครจูงจมูกได้ วางเป้าแรกปลด “ร็อบสัน” บอลไทยต้องแชมป์ซีเกมส์ ถ้าทำไม่ได้ลาออกทันที ไม่ต้

 ที่ห้องแถลงข่าว แพท สเตเดี้ยม เมื่อวันที่ 26 เมษายน "บิ๊กเชฐ” พิเชฐ มั่นคง อดีตรองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย และประธานสโมสรฟุตบอล "สิงห์เจ้าท่า" การท่าเรือไทย เปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับการลงชิงชัยตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ต่อสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง โดยกล่าวว่า ก่อนหน้าการประกาศชิงตำแหน่งครั้งนี้ เคยมีคนคัดค้าน เพราะเชื่อว่าไม่ทางชนะ "บังยี" นายวรวีร์ มะกูดี  ได้ แต่ส่วนตัวมั่นใจการเปิดตัวครั้งนี้ไม่ใช่มาเพื่อแพ้ แต่สังคมไทยต้องมีทางเลือก เพราะเป็นสังคมประชาธิปไตย 


 “ผมเชื่อว่าผู้บริหารสมาคมฟุตบอลในปัจจุบัน ไม่สามารถนำพาฟุตบอลของประเทศไปได้ไกลกว่านี้แล้ว ดังนั้นการเข้ามาเสนอตัวครั้งนี้เพื่ออยากมีโอกาสทำงาน ไม่ได้ต้องการเข้ามาแค่สร้างสีสัน และนี่จะเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย หากไม่ได้จะถอยออกไปอยู่วงนอก”


 นายพิเชฐ ยังกล่าวถึงนโยบายการทำงาน หากได้รับเลือกจากสโมสรสมาชิกให้เป็นนายกสมาคมฟุตบอล เบื้องต้นคือ การทำแผนยุทธศาสตร์ฟุตบอลแห่งชาติ ที่ตอนนี้ร่างแผนระหว่างปี 2011-2013 เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ที่มีการเตรียมทีมชาติอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับฟุตบอลในประเทศ พร้อมตั้งเป้าหมายแรกคือ กีฬาซีเกมส์ต้องได้เหรียญทอง หากทำไม่ได้ก็พร้อมลาออกทันที ไม่ต้องให้คนมาไล่
 นอกจากนี้แล้วต้องปรับเปลี่ยนโครงการฝ่ายบริหารกันใหม่ ที่จะเชิญอดีตนักฟุตบอลทีมชาติเก่า ผู้แทนสื่อมวลชน อย่างละ 2-3 คน รวมถึงผู้แทนสโมสรไม่น้อยกว่า 5 คน ที่เหลือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีแนวความคิดตรงกันเข้าร่วมเป็นกรรมการบริหาร 19 คน ขณะเดียวกันได้เชิญดร.ศักดิ์ชาย พิทักษ์วงศ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ม.บูรพา มาเป็นเลขาธิการ และอีกประเด็นที่สำคัญคือ กุนซือทีมชาติไทยต้องเป็นคนไทย ที่รู้จักนิสัยคนไทยดี สำหรับ "ร็อบโบ้" ไบรอัน ร็อบสัน แม้ตนเองจะเป็นแฟนตัวยงของเขา แต่สำหรับทีมชาติไทย มันไม่ใช่ และอีกเรื่องคือ การลดโควตานักเตะต่างชาติในฟุตบอลลีกของไทยให้เหลือไม่เกิน 3 คน หรืออาจเป็นโควตา 3 บวก 1 ที่เป็นสากลปฏิบัติ


 อดีตบอสใหญ่ลูกหนังค่ายคลองเตย กล่าวอีกว่า ตนไม่ใช่ศัตรูของนายวรวีร์ แต่ขอเป็นทางเลือกให้สังคมฟุตบอลไทย และยืนยันไม่มีเรื่องเงินซื้อเสียง 30,000 บาทเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสิทธิขาดในการเลือกตั้งคือ สโมสรสมาชิก หากเห็นว่า นายวรวีร์ ทำงานดีแล้วก็เลือกไป แต่หากเห็นว่านายพิเชฐดีกว่าก็เลือกตน หรือจะเป็นคนในเงาที่ยังไม่เปิดเผยตัวก็ได้ แต่โดยส่วนตัวเชื่อมั่นว่า ตนเหนือกว่านายวรวีร์ ตรงที่เป็นคนพูดจริง ทำจริง ใครมาสั่งไม่ได้ ที่สำคัญคือ ยึดผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
 “หลายคนอาจมองว่า นายวรวีร์เหนือกว่า เพราะเขาคือนายกคนปัจจุบัน และเป็นกรรมการบริหารฟีฟ่า แต่ตำแหน่งฟีฟ่า ก็เหมือนสมาคมกีฬาทั่วไปที่คนเข้ามาเป็นกรรมการบริหารสมาคมแล้ว ก็สามารถไปเป็นกรรมการระดับสหพันธ์กีฬานานาชาติได้ทั้งสิ้น ดังนั้นหากผมเป็นนายกสมาคม ผมสามารถสานต่อไปเป็นกรรมการฟีฟ่าได้เช่นกัน ไม่ใช่เรื่องแปลก”


 ผู้สื่อข่าวยังถามอีกว่า การลงสมัครครั้งนี้ เพราะความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังหรือไม่ และมีเสียงสนับสนุนในมือเท่าไหร่ นายพิเชฐ ตอบว่า ตนอายุ 60 กว่าแล้ว เจ็บปวดมาเยอะ แต่ครั้งนี้ประกาศตัวชิงชัย เพราะเชื่อว่าตัวเองยังมีไฟ และอยากปรับเปลี่ยนสมาคม อยากเข้ามาทำงานสร้างสรรค์ ส่วนเรื่องเสียงสนับสนุนเท่าที่ตรวจสอบน่าจะมีราว 30 เสียง แต่ขอพรรค์นี้ต้องมีเซอร์ไพรส์


        “สุดท้ายที่อยากบอกคือ นายวรวีร์ อย่ามากังวลเรื่องนายพิเชฐให้มาก ไปห่วงอีกกลุ่มที่ยังไม่เปิดตัวจะดีกว่า และยืนยันอีกครั้ง ผมไม่ใช่เป้าล่อ เพราะนิสัยอย่างผมใครก็สั่งไม่ได้ เชื่อว่า ตัวเองสามารถทำงานเพื่อนำพาฟุตบอลไทยให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้ และเป้าแรกคือ ทำให้ฟุตบอลไทยทัดเทียมชาติในเอเชียก่อน จากนั้นค่อยคิดให้ไกลกว่าเดิม”