ข่าว

ศาลสั่งจำคุก"ผู้พันตึ๋ง"6ปีคดีไนท์บาซาร์

ศาลสั่งจำคุก"ผู้พันตึ๋ง"6ปีคดีไนท์บาซาร์

26 เม.ย. 2554

พิพากษาจำคุก "ผู้พันตึ๋ง" 6 ปี ร่วมกับพวกรีดค่าแผงพ่อค้าแม้ค้าตลาดเชียงใหม่ ขณะที่ 4 เจ้าหน้าที่เทศกิจโดนคุกด้วย ส่วน เสธ.ยอดศาลยกฟ้องเหตุพยานยังไม่ชัด

(26เม.ย.) ที่ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.45 น.  ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ด.3203/2540 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายศรายุธ ภู่พลับ  นายธานี ฟูทอง  นายพรชัย สุคัณธสิริกุล  นายธีรยุทธ สุวรรณพาณิชย์  พ.ต.เฉลิมชัย หรือผู้พันตึ๋ง มัจฉากล่ำ  พลตรีอินทรัตน์  หรือเสธ.ม่อย ยอดบางเตย นายนิสสันต์ ชาติชำนิ(เสียชีวิตระหว่างพิจารณาคดี ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบีบความ)จ.ส.อ.สุทิน ศรีเมืองหลวง และนายชาญ ตันตราพิมพ์ เป็นจำเลยที่ 1-9 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น, เป็นสมาชิกเทศบาลเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ,เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยทุจริต และร่วมกันกรรโชกทรัพย์ผู้อื่น กรณีระหว่างวันที่ 20 พ.ย.38 – 31 พ.ค.39 จำเลยทั้ง 9 ร่วมกันกรรโชกทรัพย์จากผู้ค้าจำนวน 128 ราย ในตลาดไนท์ บาซาร์ จ.ชียงใหม่

 ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์-จำเลย นำสืบแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าเทศกิจเทศบาลนครเชียงใหม่ จำเลยที่ 2-4 เป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจ ส่วนจำเลยที่ 5-6 เป็นที่ปรึกษานายกเทศบาลนครเชียงใหม่

 ขณะที่คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มี พ.ต.อ.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์ (ยศในขณะนั้น)  เบิกความเป็นพยานว่า ที่มาของคดีนี้เกิดจากมีการฆ่านายชัยกร ไม้หอม บุตรบุญธรรมของนายเกษม คำวงศ์ษา พ่อค้าน้ำดื่มในตลาดวโรรส จ.เชียงใหม่ เมื่อนายเกษม ไม่ยอมจ่ายค่าคุ้มครองทั้งรายวัน รายเดือน นอกจากนี้ยังถูกบังคับให้ซื้อรถเข็นกาแล เมื่อไม่ทำตามจึงถูกกดดันไม่ให้ขายของในตลาด โดยจำเลยกับพวกที่เป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจ แต่งกายคล้ายทหาร พกวิทยุสื่อสาร จะคอยเดินตรวจตลาด พูดจาข่มขู่ผู้ค้าในตลาด จึงไปร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับจำเลยดังกล่าว

 โจทก์ยังมีผู้เสียหาย เป็นผู้ค้าในตลาดเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า ถูกจำเลยที่ 1 เรียกเก็บเงินรายวันวันละ 200-300 บาท เก็บค่าแผงรายเดือนเดือนละ 1,500 บาท โดยจำเลยที่ 2-5 บังคับให้ผู้ค้าซื้อรถเข็นทรงกาแล กับจำเลยที่ 4 ราคาคันละ 2,700 บาท กับต้องจ่ายค่าฝากรถเข็นอีกเดือนละ 500 บาท เรียกเก็บค่าหลอดไฟ ค่าขยะ โดยจำเลยอ้างว่าเป็นเงินที่นำเข้าไปสู่เทศบาลนครเชียงใหม่ แต่ไม่มีใบเสร็จรับเงินแต่อย่างใด หากใครไม่ซื้อหรือไม่จ่ายจะถูกเจ้าหน้าที่เทศกิจกวดขันเข้มงวดในการจับกุม ห้ามเปิดและปิดขายนอกเวลา บีบบังคับให้ยอมจ่ายค่าต่างๆ ต่อมามีการเปิดโปงข่าวต่อสาธารณชน ผู้ค้าจึงไม่ยอมจ่ายเงินค่าคุ้มครองอีก

 เชื่อว่าพยานเบิกความสมเหตุสมผลไปตามความจริง และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน หากจำเลยไม่ได้กระทำผิดใดๆ ผู้เสียหายคงไม่เบิกความได้สอดคล้องกันเช่นนี้

 นอกจากนี้จากการตรวจค้นบ้านพักของจำเลยที่ 1 และ 4 พบหลักฐานเป็นภาพรถเข็นทรงกาแล ระบุราคา 2,700 บาท รวมทั้งเอกสารแบ่งหน้าที่รับผิดชอบที่จำเลยจะต้องร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจเข้าไปดูแล ทั้งที่ตลาดไนท์ บาซาร์ ตลาดวโรรส และโรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น มีแผนผังเรียกเก็บเงินจากผู้ค้าที่ตลาดไนท์ บาซาร์ จำนวน 700 แผง แผงละ 20,000 บาท มูลค่า 14 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีค่าแป๊ะเจี๊ย ค่าฝากรถ และค่าอื่นๆอีกด้วย   เป็นหลักฐานที่สนับสนุนคำเบิกความของพยานให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1-5 ร่วมกันวางแผนเก็บเงินจากผู้ค้าในตลาดต่างๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทำกันเป็นขั้นตอน ใช้วิธีการบีบบังคับ ด้วยการเข้มงวดกวดขันในการจับกุมโดยไม่ผ่อนปรน และบังคับให้ซื้อรถเข็นทรงกาแล พร้อมเรียกเก็บค่าฝากรถ อันเป็นกระทำที่ข่มขืนจิตใจผู้อื่น ให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน มีเจตนาข่มขู่ว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกาย

 ขณะที่จำเลยที่ 6,8และ 9 โจทก์มีเพียงพยานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจให้การไว้ในชั้นสอบสวน แต่ไม่ได้นำตัวมาเบิกความในชั้นศาล จึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า ทำให้ยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 6,8และ9 ร่วมกระทำผิดด้วยหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่  6,8และ9

 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นตัวการ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 อันเป็นบทลงโทษหนักที่สุด ให้จำคุกเป็นเวลา 9 ปี

 ส่วนจำเลยที่ 2-5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 เช่นกัน ให้จำคุกคนละ 6 ปี และให้จำเลยที่ 1 -4 ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย โดยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 , 8 และ 9