ข่าว

อ.มธ.เชื่อปะทะไทย-เขมรมีทางแก้ปัญหา

อ.มธ.เชื่อปะทะไทย-เขมรมีทางแก้ปัญหา

25 เม.ย. 2554

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชื่อ เหตุปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ยังมีช่องทางการแก้ปัญหา และยังไม่ถึงทางตัน ระบุ การใช้ความรุนแรงจนบานปลายไปเป็นสงครามไม่ก่อประโยชน์ต่อฝ่ายใด พร้อมย้ำขอให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้ามาเจรจากัน

(25เม.ย.) รองศาสตราจารย์ ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณีการเกิดเหตุปะทะบริเวณแนวชายแดน ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า สาเหตุเกิดจากการที่กัมพูชาต้องการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งในการจดทะเบียนจะต้องมีการจำกัดเขตแดนที่แน่ชัด แต่มีพื้นที่ในบริเวณ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่เป็นพื้นที่ข้อพิพาทที่ทั้งไทยและกัมพูชาไม่สามารถตกลงกันได้ จึงก่อให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นใช้กำลังขึ้น และบานปลายมาถึงเหตุการณ์ปะทะบริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ในขณะนี้ ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนเช่นกัน

 โดยมองว่าการก่อให้เกิดการปะทะกันของทหารทั้งสองฝ่ายเป็นกลยุทธตอบโต้ของฝ่ายกัมพูชา ที่มองว่าหากเกิดการเจรจาในระดับทวิภาคีกัมพูชาจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จึงได้พยายามดึงประเทศที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องและพยายามให้ปัญหาข้อพิพาทดังกล่าวขึ้นไปเป็นปัญหาระดับสากล ซึ่งในการประชุมผู้นำอาเซียนที่กรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซีย ที่ประชุมได้มีมติให้ไทยและกัมพูชากลับมาเจรจากันในระดับทวิภาคีแล้ว ซึ่งก็อยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่ทางกัมพูชาได้เปิดฉากปะทะกันขึ้นและรุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมา ขั้นตอนการเจรจาจึงยุติลง

 อย่างไรก็ตาม มองว่าสถานการณ์มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น แต่หากสถานการณ์บานปลายลุกลามจนกลายเป็นสงครามคงไม่มีใครได้ประโยชน์ และปัญหาดังกล่าวก็จะไม่เป็นปัญหาในระดับทวิภาคีอีกต่อไป ประชาคมโลกก็จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง และทำให้ปัญหาบานปลายขึ้นไปอีก จึงเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายควรจะยุติความรุนแรงและหันหน้ามาเจรจากัน และเชื่อว่ายังมีช่องทางและยังไม่ถึงทางตันในการที่จะแก้ปัญหา

 รองศาสตราจารย์ ดร.ประภัสสร์ยังกล่าวด้วยว่า หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ การประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ อาจจะยังไม่เหมาะสม ควรชะลอกระบวนการบริหารจัดการออกไปก่อน พร้อมย้ำด้วยว่าการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงนั้นไม่เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใด ซึ่งทั้งสองประเทศยังคงต้องอยู่ร่วมกันในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ต้องมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจกัน จึงควรใจเย็น และต้องลบกระแสเรื่องชาตินิยมออกไปให้การเจรจาเป็นการแก้ไขปัญหา

ผู้ว่าฯกฟผ.เชื่อสถานการณ์จะไม่บานปลายมากขึ้น 

 นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เชื่อว่าเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา บริเวณแนวชายแดนจะไม่บานปลายและยืดเยื้อไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและมองว่าทั้งสองฝ่ายควรหันหน้ามาเจรจากัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายตอบโต้อื่นๆ อย่างเช่นการงดการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับกัมพูชาเพราะจะทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนและจะกระทบในแง่เศรษฐกิจ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยจ่ายกระแสไฟให้กับกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2550 โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้ากัมพูชาได้ลงนามซื้อขายไฟฟ้าที่จะขายไฟฟ้าให้กับกัมพูชาในจังหวัดเสียมราฐ และพระตะบองจำนวน 20-30 เมกะวัตต์ สัญญามีอายุ 12 ปี โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าคิดเป็นแบบช่วงเวลาของการใช้ โดยกำหนดเป็นอัตราคงที่

 ส่วนความร่วมมือด้านพลังงานอื่นๆ อยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจา ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงนัมขนาด 98 เมกะวัต ซึ่งตัวเขื่อนอยู่ในเขตกัมพูชาห่างจากชายแดน 1.5 กิโลเมตร และโรงไฟฟ้าตั้งอยู่ในฝั่งไทย ที่บ้านคลองกวาง อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งได้มีการเจาะอุโมงค์ใต้ดินความยาว 1.8 กิโลเมตร มายังฝั่งไทย และโครงการโรงไฟฟ้าเกาะกงในกัมพูชา ขนาด 3,360 เมกะวัต ที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย กลุ่มผู้พัฒนาประกอบด้วย บริษัทอิตาเลียน-ไทย พาวเวอร์ จำกัด บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด หรือบริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)หรือเอกโกกรุ๊ป คาดว่าโครงการโรงไฟฟ้าเกาะกงจะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 200,000 ล้านบาท

 ด้านนายณรงค์ศักดิ์ กำมเลศ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. กล่าวว่า ขณะนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มากนักเนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้รอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งสองประเทศ หากมีการใช้มาตรการงดจ่ายไฟฟ้าจริง