
หอบลูกน้อยหนีไฟสงครามชะตากรรมในศูนย์อพยพ
สี่วันแล้วสำหรับชีวิตของผู้อพยพหนีเหตุความไม่สงบบริเวณชายแดน จ.สุรินทร์ ที่ต้องย้ายจากบ้านพักอาศัยอย่างกะทันหัน มากระจัดกระจายอยู่ตามศูนย์อพยพที่มีอยู่กว่า 20 แห่ง ความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก อากาศที่ร้อนจัด ผสมกับความเครียด ห่วงชีวิตทรัพย์สินและต้องการให้เห
ผู้อพยพที่น่าเป็นห่วงที่สุดกลุ่มหนึ่งคือ แม่ลูกอ่อน ที่หลายคนหอบลูกน้อยหนีภัยการปะทะกัน มาอาศัยอยู่ในศูนย์บริการประชาชน อาคารที่ทำการนิคมสร้างตนเองปราสาท อ.ปราสาท จ.สุรินทร์
ภายในอาคารสภาพไม่ใหญ่มากนัก กลางวันอากาศร้อนจัด ผู้อพยพต่างกระจัดกระจายไปพักตามร่มไม้ บางคนก็กลับไปดูทรัพย์สินที่บ้านในวันที่ไม่มีเสียงปืนดัง แต่สำหรับกลุ่มแม่ลูกอ่อนต่างต้องนำลูกที่ยังตัวแดงๆ มาพักอาศัยอยู่ในอาคาร ซึ่งมีพัดลมเพดานคอยไล่ความร้อนอบอ้าวไปได้บ้างบางส่วน คนที่ลูกหลับ แม่ก็จะจับกลุ่มพูดคุยถึงสถานการณ์ แต่บางคนก็ต้องคอยอุ้มลูกไว้แนบอก เพราะเด็กน้อยร้องไห้งอแงตลอดเวลา
ด.ช.เวียร์ และ ด.ญโซเฟีย วัยเพียง 13 วัน ทารกชายหญิงฝาแฝดนอนหลับ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ภายในศูนย์อพยพ โดยมี น.ส.มาริษา บุปผาชาติ ชาวบ้านโพทอง หมู่ 10 ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นแม่เฝ้ามองและปัดเป่ายุง เพิ่มแรงลมให้ลูกด้วยสองมืออย่างเป็นห่วง
จากสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง เพราะเพิ่งผ่าตัดทำคลอดลูกฝาแฝดกลับมาอยู่บ้านเพียง 2 วันก็เกิดเหตุ อีกทั้งต้องรีบเร่งอพยพทำให้ลืมหยิบยาแก้อักเสบ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้สำหรับตัวเองและลูก เหตุการณ์ปะทะกันเกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก จึงทำให้ใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบาก ทั้งการกินอยู่หลับนอน นอกจากนี้ยังรู้สึกเป็นห่วงลูกน้อย ที่ครบกำหนดต้องพาไปพบแพทย์ตามนัดในวันรุ่งขึ้น
นอกจากลูกฝาแฝดของ น.ส.มาริษาแล้ว ภายในศูนย์อพยพยังมีแม่ลูกอ่อนเข้ามาพักพิงอยู่อีกจำนวนมาก ด.ญ.มิ่งขวัญ วังมา วัย 2 เดือน ร้องไห้งอแงอยู่เกือบตลอดเวลาเพราะสภาพอากาศร้อนจัดช่วงบ่าย ยุงเยอะในช่วงกลางคืน น.ส.อำนวย ชึรัมย์ ชาวบ้านไทยสันติสุข อยู่บ้านเลขที่ 95 หมู่ 16 ต.บักได คุณแม่วัย 32 ปี บอกว่า เป็นห่วงลูกที่ต้องมาพักที่นี่ เพราะช่วงกลางคืนยุงเยอะ อากาศร้อนอบอ้าว มีชาวบ้านมาพักอาศัยหลับนอนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะภายในศูนย์จะมีแม่ลูกอ่อนกว่า 30 คน ที่ต่างก็หอบลูกน้อยมานอนในนี้
“เป็นห่วงลูกมาก เพราะวันเกิดเหตุไม่มีสัญญาณบอกเหตุว่าจะมีการปะทะ เมื่อมีระเบิดตกใกล้หมู่บ้าน จึงรีบหอบลูก คว้าเสื้อผ้ามาได้ 3-4 ชุดเท่านั้น มาอยู่ที่นี่ ลูกยังไม่ได้อาบน้ำหลายวันแล้ว ต้องนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้คลายร้อน นอกจากนี้ ต้องซื้อของใช้เด็กอ่อนหลายอย่าง โชคดีที่ลูกฉีดยาตามที่หมอนัดไปแล้ว และหวังว่า วันที่ 15 เดือนหน้า จะได้กลับบ้าน เพราะครบกำหนดที่หมอนัดตรวจสุขภาพลูกน้อยอีกครั้ง" แม่ลูกอ่อนกล่าว
ไม่ต่างจาก น.ส.แอม เยิน หญิงชาวกัมพูชา วัย 37 ปี ที่มีสามีเป็นคนไทย ทำให้ต้องเข้ามาอาศัยอยู่กับครอบครัวที่บ้านโคกกรม อ.พนมดงรัก นานกว่า 5 ปีแล้ว อุ้มลูกน้อยวัย 6 เดือนไว้แนบอกด้วยความเป็นห่วง ฝ่าพายุสงครามออกมาจากหมู่บ้าน มาพร้อมกับผ้าอ้อมเพียง 3 ผืน ส่วนเสื้อผ้า ขวดนม และอาหารเสริม ต้องมาซื้อใหม่ทั้งหมด
น.ส.แอม เยิน เล่าว่า น้ำนมมีไม่พอให้ลูกกิน ทำให้ต้องซื้อนมผลไม้และอาหารเสริมมาให้ลูกกิน สภาพความเป็นอยู่แออัด มีเด็กอยู่รวมกันหลายคน จึงรู้สึกเป็นห่วง กลัวว่าลูกจะไม่สบาย ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับบ้าน
หลายครอบครัวจาก 20 หมู่บ้าน ใน ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ อพยพมาใช้ชีวิตอยู่ที่ศูนย์อพยพอาคารที่ทำการนิคมสร้างตนเองปราสาท ในนี้มีแม่ลูกอ่อนกำลังดูแลลูกน้อยอยู่กว่า 30 คน รวมถึงคนชราจำนวนมากที่มาพักอาศัย แม้จะมีหน่วยพยาบาลคอยบริการ แต่ก็ไม่สะดวกสบาย จากสภาพความเป็นอยู่ รวมถึงสภาพร่างกายยังไม่แข็งแรง หลายคนอยู่ด้วยความกังวลใจ เป็นห่วงทั้งหัวหน้าครอบครัว ที่ต้องคอยดูแลบ้าน ทำให้แม่ลูกอ่อนหลายคนมีอาการเครียด ไม่รู้ว่าต้องอยู่กับสภาพนี้ไปอีกนานเท่าไรจึงจะได้กลับบ้าน
ขณะที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำห้องสมุดเคลื่อนที่ มาเปิดบริการให้เด็กโต ให้เด็กได้ทำกิจกรรมยามว่างในศูนย์อพยพ ทั้งการวาดภาพระบายสี นำการ์ตูนมาฉายให้เด็กได้คลายเครียดด้วย แต่ก็ช่วยได้บ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะสิ่งที่ทุกคนต้องการขณะนี้คือ "กลับบ้าน"
กวินทรา ใจซื่อ



