
จรัล ดิษฐาอภิชัย:ยังไม่มีใครรู้ตอนจบ!
No one knows the end คือคำตอบของ จรัล ดิษฐาอภิชัย เมื่อถูกถามว่า ตอนจบของการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร ในฐานะที่ จรัล คือหนึ่งในแกนนำ นปช.ในการให้สัมภาษณ์ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาไม่ขอเปิดเผยชื่อเมืองที่พำนัก
ชื่อของจรัล ห่างหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เขาเดินทางออกนอกประเทศอย่างเงียบๆ ภายหลังเหตุรุนแรงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 โดยมีคดีพ่วงท้ายพร้อมหมายจับ 2 คดี คือ 1.นำมวลชนบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์สมัยที่ยังเป็นแกนนำ นปก. หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ และ 2.คดีชุมนุมมั่วสุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อครั้งที่เป็นแกนนำ นปช.เมื่อปีที่แล้ว
แต่เขายืนยันว่า นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ไม่ยอมกลับเมืองไทย และไม่ได้ส่งผลเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาในฐานะ “แกนนำคนเสื้อแดง” รวมถึงความเชื่อที่ว่า การเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมีขึ้นกลางปีนี้จะไม่ทำให้บรรยากาศความสับสนอลหม่านในบ้านเมืองหมดไป และที่สำคัญยังไม่มีใครล่วงรู้ว่า ความขัดแย้งแตกแยกครั้งร้ายแรงที่สุดในสังคมการเมืองไทยเที่ยวนี้จะจบลงเช่นไร!
“ผมไม่กลับ เพราะผมไม่อยากมอบตัว การมอบตัวเหมือนกับเรายอมจำนน” จรัล บอกและว่า “สถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองยังคงดุเดือดรุนแรงและยังไม่มีความแน่นอน แม้จะเหมือนพักยกอยู่ แต่ก็ยังไม่แน่นอน ผมคงต้องรอดูก่อนว่าเลือกตั้งเสร็จแล้วสถานการณ์เป็นอย่างไร ถ้าประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาลอีก ผมก็คงอยู่ต่างประเทศต่อ แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล ผมก็อาจจะกลับไป”
ในฐานะอดีตคนเดือนตุลาฯ และแกนนำคนเสื้อแดงที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐมาเกือบทั้งชีวิต จรัลประเมินสวนทางกับหลายคนในประเทศไทยและคนไทยในต่างประเทศที่เชื่อกันว่า การเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้น แต่จะมีทหารขับรถถังออกมาแทน
“ผมเชื่อว่าจะมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ค่อนข้างแน่นอน เพราะเป็นยุทธศาสตร์ของฝ่ายปกครองที่จะครองอำนาจต่ออย่างนุ่มนวลที่สุด ถามว่าคุณจะรัฐประหารอีกหรือ จะซ้ำอีกหรือ ปีที่แล้วคุณก็เพิ่งปราบปรามคนเสื้อแดงไป ปีนี้คุณจะยึดอำนาจอีก ผมยังไม่ค่อยเชื่อว่าจะกล้าทำกันขนาดนั้น”
อย่างไรก็ดี แม้จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในความเห็นของจรัล แต่เขาก็มองข้ามช็อตไปว่า กระบวนการเลือกตั้งจะมีปัญหาใหญ่ตามมา 3 ประการ คือ
1.ถูกตั้งคำถามว่า การเลือกตั้งมีความเสรีและยุติธรรมหรือไม่ ซึ่งสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าเลยว่าไม่น่าจะมี
2.ถ้าผลของการเลือกตั้งออกมาว่าพรรคเพื่อไทยได้เสียงมากที่สุดจะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ซึ่งคาดการณ์ได้ว่าหากไม่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งก็ยากที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้
3.แม้พรรคเพื่อไทยจะจัดตั้งรัฐบาลได้ จะอยู่ได้นานหรือไม่ ซึ่งก็คาดการณ์ได้เช่นกันว่าคงอยู่ได้ไม่นาน เพราะจะมีแรงต่อต้านทุกรูปแบบตามมา
เขายังตั้งข้อสังเกตว่า น่าแปลกที่มีแต่คนเสื้อแดงเท่านั้นที่คิดว่าจะมีการรัฐประหารในเร็ววันนี้ ขณะที่กลุ่มเสื้อเหลืองพยายามให้มีการรัฐประหาร เพราะมีข้อเรียกร้องให้ปิดเทอมทางการเมือง 2 ปี และล่าสุดคือให้ปิดประเทศ 5 ปี
“แต่ถึงวันนี้ผมก็ยังไม่ค่อยเชื่อว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนั้นได้” เขาสรุป พร้อมขยายความต่อ “จริงๆ แล้วในกองทัพก็ไม่มีความเป็นเอกภาพ ผมเพิ่งสไกป์คุยกับทหารที่เป็นพรรคพวกกัน เขาบอกว่า ตอนนี้ข่าวรัฐประหารซาลงแล้ว ที่สำคัญเขาจะทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ทำไม เนื่องจากตอนนี้ทหารมีอำนาจเหนือรัฐบาลชุดนี้อยู่แล้ว”
สำหรับคนเสื้อแดง จรัลมองว่า กระแสของคนเสื้อแดงในระยะหลังมาแรงกว่าเสื้อเหลืองมากทั้งในและต่างประเทศ ทว่าการขยายแนวร่วมภายใต้ยุทธศาสตร์ “โลกล้อมไทย” ด้วยการดึงนานาชาติให้ร่วมกันกดดันรัฐบาลอภิสิทธิ์และกองทัพกลับเป็นเรื่องยากและเป็นประเด็นที่เขากังวล
“คนอเมริกันไม่สนใจการเมืองไทย เขาไม่ได้รู้จักประเทศไทย ประกอบกับการเคลื่อนไหวของเราค่อนข้างผิดจังหวะ ที่ผ่านมามีปัญหาในระดับโลกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในลิเบีย หรือแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น ทำให้ประเด็นการเมืองไทยหลุดจากข่าวต่างประเทศไปเลย”
นี่เองที่ทำให้ จรัล ทุ่มเวลาเกือบทั้งหมดระหว่างพำนักอยู่นอกบ้านเกิดเมืองนอน พูดคุยทำความเข้าใจกับบุคคลและองค์กรต่างประเทศ โดยใช้คอนเนกชั่นสมัยเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
“คำถามที่คนสนใจมากที่สุดคือ ปัญหาการเมืองไทยจะจบลงอย่างไร ซึ่งผมก็ตอบตรงๆ ว่าไม่มีใครรู้...No one knows the end”
จรัล อธิบายเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติอันหนักหนาสาหัสถึง 3 วิกฤติใหญ่พร้อมๆ กัน คือ 1.วิกฤติการเมืองว่าด้วยการสร้างประชาธิปไตย ซึ่งมีกลุ่มคนชั้นสูงและคนชั้นกลางจำนวนหนึ่งไม่เชื่อว่าประชาชนสามารถปกครองตนเองได้จริง 2.วิกฤติทางสังคมที่ผู้คนขัดแย้งแตกแยกกันลงลึกถึงระดับครอบครัว และ 3.วิกฤติความยุติธรรม ซึ่งคนเสื้อแดงใช้คำว่า “สองมาตรฐาน”
“ที่สำคัญเราไม่มีผู้ใหญ่ที่จะเป็นคนกลางเพื่อแก้ไขปัญหานี้ได้ เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นกลางและได้รับการยอมรับจริงๆ ไม่มีอีกแล้วในประเทศไทย ฉะนั้นวิกฤติครั้งนี้จึงไม่มีทางออก”
แต่ถึงที่สุดแล้ว ทุกวิกฤติย่อมมีจุดจบเสมอ และจรัลก็เชื่อเช่นนั้น โดยเขาเห็นว่ามีเพียง 2 แนวทางที่จะนำพาประเทศออกจากวิกฤติเที่ยวนี้ คือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะเด็ดขาด หรือไม่ก็เปิดการเจรจาปรองดองแห่งชาติ
“ผมเสนอ 3 ข้อเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ 1.ต้องตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงจากความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งคณะกรรมการชุดของ ดร.คณิต ณ นคร ยังไม่เป็นกลางเพียงพอ 2.ต้องนิรโทษกรรมให้แก่ทุกสี ทุกฝ่าย รวมทั้งทหาร แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ไม่อย่างนั้นไม่มีทางจบ และ 3.ต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นจริงๆ”
อย่างไรก็ตาม จรัล ออกตัวว่า ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อสำเร็จยาก เพราะแม้แต่คนเสื้อแดงด้วยกันก็ยังไม่เห็นด้วยกับเขาในบางข้อ โดยเฉพาะนิรโทษกรรมทุกฝ่าย ฉะนั้นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยรอบนี้จึงยากเย็น แสนเข็ญและยาวนาน
ส่วนข้อกล่าวหาที่สาดใส่คนเสื้อแดง ทั้งล้มเจ้าและต่อสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น จรัล ปฏิเสธที่จะอธิบายในรายละเอียด โดยเขาบอกเพียงว่า...
ไม่ว่าใครจะมองอย่างไรก็ไม่มีผล เพราะขบวนการเสื้อแดงโตขึ้นทุกวัน ฉะนั้นด่าได้ด่าไป!
ปกรณ์ พึ่งเนตร



