
เมื่อประเทศไทยสอบตกเรื่องเสรีภาพแสดงความคิดเห็นในอินเทอร์เน็ต
แน่นอนครับ คำถามแรกก็คือ ใครให้ตก?
คำตอบก็คือ องค์กรเอกชนที่ชื่อว่า Freedom House ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่มีฐานอยู่ที่อเมริกา ซึ่งเขามีประวัติศาสตร์การก่อตั้ง และมีบทบาทในการส่งเสริมประชาธิปไตยมาอย่างยาวนาน (ไม่ได้แปลว่าเราต้องเห็นด้วยกับเขาทุกเรื่องก็ได้ แต่ทว่าเขาพูดอย่างไรเราก็ควรจะนำมาพิจารณาเช่นกันมิใช่หรือ?) หนึ่งในผลงานสำคัญขององค์กรดังกล่าวก็คือ รายงานประจำปี ซึ่งเป็นการสำรวจถึงสถานะประชาธิปไตยในโลก โดยเฉพาะปีล่าสุดนี้ มีรายงานฉบับใหม่ที่ชื่อว่า Freedom on the Net 2011 ซึ่งว่าด้วยเรื่องของเสรีภาพในโลกอินเทอร์เน็ตและสื่อดิจิทัล ซึ่งได้ทำการสำรวจถึง 30 กว่าประเทศ โดยมีการให้คะแนนรวมจาก 1-100 และแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ประเทศที่มีเสรีภาพ กึ่งเสรีภาพ และไม่มีเสรีภาพ
ผลคะแนนก็คือ ประเทศไทยติดอยู่ในประเทศที่ไม่มีเสรีภาพในอินเทอร์เน็ตครับ แต่เป็นประเทศแรกที่ติดในกลุ่มนี้คือได้ 61/100 ซึ่งเขาตัดที่ 61-100 นั่นแหละครับ
เขามีเกณฑ์ในการประเมินอยู่สามส่วนใหญ่
หนึ่งคือ อุปสรรคในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (เราได้ 12/25) ตกนิดเดียว ภาพรวมคือ เรามีคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันนี้ประมาณ 27% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่มีครัวเรือนแค่ 7% เท่านั้นที่เข้าถึง (เทียบกับกรณีโทรทัศน์ซึ่งมีถึง 95.5%) และมีผู้หญิงเข้าถึงเน็ตมากกว่าผู้ชาย และมีคนในเมืองเข้าถึงได้มากกว่า นอกจากนั้นราคาของการเข้าถึงยังแพงอยู่ เพราะหากติดอินเทอร์เน็ตในระดับไฮสปีดนั้นจะเสียเงินประมาณ 20 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่คนไทยมีค่าแรงประมาณ 7 ดอลลาร์ต่อวัน และโครงสร้างระบบต่างๆ ก็ยังไม่ได้ตอบสนองอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกรณีของ 3 จี (3 จี จะทำให้เราเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็วและเคลื่อนที่ได้)
สองคือ ข้อจำกัดต่างๆ ในแง่ของเนื้อหา (23/35) อันนี้เราตกกระจุย (ยิ่งมากยิ่งตก) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนึ่งปีหลังจากการทำรัฐประหาร จำนวนเว็บที่ถูกปิดกั้น (ใช้คำว่าปิดไม่ได้ เพราะเว็บจำนวนมากตั้งอยู่นอกประเทศ) โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล มีการนับว่านับจากปี 2550 นั้นมีคำสั่งศาลถึง 117 คำสั่งให้ปิดไป 7.5 หมื่นเว็บ หรือประมาณวันละ 690 เว็บ ซึ่งในจำนวนนั้น 57,330 เว็บ โดนข้อหาหมิ่นฯ ขณะที่ 16,740 โดนข้อหาสื่อลามกอนาจาร
ในรายงานฉบับดังกล่าวยังพบว่า การปิดกั้นเว็บมีมากขึ้น หลังจากการประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2553 การปิดกั้นนั้นทำได้โดยคำสั่งของรัฐบาล โดยไม่ต้องผ่านคำสั่งศาล นอกจากนั้นรายงานยังได้กล่าวพาดพิงถึง พ.ร.บ.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ 2550 ซึ่งออกมาหลังจากการทำรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งในทางด้านหนึ่งนั้นให้อำนาจศาลในการตัดสินปิดกั้น และอีกทางหนึ่ง ก็เอาผิดทั้งตัวผู้กระทำผิดและผู้ที่ให้บริการ (ให้ลง) เนื้อหาของเว็บนั้นด้วย ซึ่งยิ่งนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตัวเอง หรือ การเมืองแห่งความกลัวของบรรดาผู้ให้บริการมากขึ้น และในอีกด้านหนึ่งทางการก็ไม่ค่อยยอมตีพิมพ์รายชื่อเว็บไซต์เหล่านั้น
สามคือ การละเมิดสิทธิของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (26/40) อันนี้ก็ตกด้วย โดยนับตั้งแต่มีกฎหมายอาชญากรรมคอมพ์ จนถึงกลางปีที่แล้ว มีคดีฟ้องร้องแล้วถึง 185 คดี โดย 31 คดีเป็นคดีหมิ่นสถาบัน (29 คดี ฟ้องโดยกระทรวงไอซีที และหน่วยงานรัฐ) และ 59 คดี เป็นคดีหมิ่นประมาท ที่น่าสนใจคือคดีหมิ่นสถาบันส่วนใหญ่คนที่ดำเนินคดีเป็นคนทั่วไป ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการเสื้อแดง (คดีส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างการสืบสวน)
ประเด็นต่อเนื่องที่สำคัญก็คือ ยังมีอีกหลายกรณีที่แม้ไม่ได้เจอการฟ้องร้อง แต่ก็ถูกขบวนการ "ล่าแม่มด" คือการรวมตัวกันกดดันในโลกออนไลน์และในโลกออฟไลน์ ซึ่งเป็นการข่มขู่ในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องของการข่มขู่นี้กระจายตัวมากขึ้น โดยทั้งกลไกของรัฐและกลไกของสังคมเอง
ถ้าคิดแบบง่ายๆ แบบไม่ต้องคำนึงถึงอุดมการณ์มากนัก แค่มี 3 จี ประเทศไทยก็ผ่านจากสถานะไม่มีเสรีภาพมาสู่กึ่งเสรีภาพแล้ว แต่ถ้าคิดให้มากขึ้น ถ้าเรายังยากจน ไม่มีเครือข่ายเพียงพอ แต่เรามีสังคมประชาธิปไตยเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม เราก็ผ่านเช่นกัน
สังคมไทยคงเป็นสังคมตัวอย่างที่จำนวนเว็บหมิ่นฯ นั้นถูกปิด และน่าจะมีมากกว่าเว็บโป๊ โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารเป็นต้นมา คำถามคือการไล่ปิดเว็บหมิ่นฯ และใช้กลไกข่มขู่นั้นจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่?
หนึ่งในคำตอบก็คือไม่ได้ และสิ่งที่จะแก้ไขปัญหาได้น่าจะคือ ความโปร่งใสและความเปิดกว้างในการดำเนินคดี และการถกเถียงกันในเรื่องของการปรับปรุงปฏิรูปกฎหมายหมิ่นฯ ควบคู่กับการยึดมั่นในหลักการของรัฐธรรมนูญ (ซึ่งย่อมหมายรวมถึงการเปิดให้มีโอกาสยืนยันที่จะไม่แก้ไขปรับปรุงกฎหมายเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะมีเนื้อหากฎหมายเช่นไรในเรื่องขอบข่ายและโทษ ก็จะต้องคำถึงถึงหลักการสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน)



