
ป.ป.ช.เตรียมเป็นรัฐภาคีต่อต้านการทุจริต
ป.ป.ช.เตรียมความพร้อมเข้าเป็น รัฐภาคีต่อต้านการทุจริต ตั้งเป้าลดปัญหาการทุจริตในประเทศ หวังผลติดตามทรัพย์สินที่ได้จากการทุจริตแล้วถูกนำไปเก็บไว้ในต่างประเทศ และส่งผู้ร้ายข้ามแดน
(25เม.ย.)นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ในฐานะรัฐภาคี อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 หรือ UNCAC หลังคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการให้ ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีลำดับที่ 149 อย่างสมบูรณ์ในวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศ รวมทั้งร่วมมือกับรัฐภาคีอื่นในการดำเนินการสอบสวนเกี่ยวกับความผิดต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิผล ของการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในการต่อต้านความผิดภายใต้อนุสัญญา ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ใน 4 เรื่อง ได้แก่ การป้องกันการทุจริต การกำหนดความผิดทางอาญาและการบังคับใช้กฎหมาย ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการติดตามทรัพย์สินกลับคืน
นายปานเทพกล่าวต่อว่า ขณะนี้มีการแก้ไขกฎหมาย 3 ฉบับ เพื่อรองรับอนุสัญญาฯ ดังกล่าว ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา กรณีคำนิยามเจ้าพนักงานต่างประเทศและอายุความ การร่างแก้ไขเพิ่ม พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา ทั้งการยึด อาญัติและริบทรัพทย์สิน รวมถึงร่าง พรบ.ว่าด้วยทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีการริบทรัพยสินตามมูลค่า
นายปานเทพกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. ยังเห็นว่าร่างกฎหมาย ทั้ง 3 ฉบับไม่สามารถผ่านการพิจารณาของรัฐสภาได้ในสมัยการประชุมนี้ ทำให้ไม่สามารถให้ความร่วมมือในบางพันธกรณีได้ ขณะเดียวกันจะต้องมีการพัฒนากลไก ว่าด้วยการร่วมงานกับอัยการสูงสุด ปปง.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งพัฒนาบุคลากรต่อต้านการทุจริต ตลอดจนการสร้างเครือข่ายในภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าลดปัญหาการทุจริตของประเทศ ทั้งนี้ ตนเห็นว่า ประเทศไทยจะเข้าร่วมเป็นรัฐภาคี อนุสัญญา UNCAC ภายหลังจากที่ไทยมีรัฐบาลใหม่ ราวในเดือนกรกฎาคม
นายปานเทพ กล่าวอีกว่า เมื่อประเทศไทยได้เข้าเป็นรัฐภาคี อนุสัญญาฯ แล้ว จะสามารถดำเนินการเกี่ยวกับคดีระหว่างประเทศ การติดตามทรัพย์สินจากการทุจริตที่ผู้กระทำผิดยักย้ายถ่ายเทไปยังต่างชาติกลับคืน รวมถึงการร้องขอรัฐภาคีให้ความช่วยเหลือติดตามและดำเนินการผู้กระทำผิด หรือการส่งตัวผู้ร้ายกับประเทศที่เข้าเป็นรัฐภาคีเช่นเดียวกัน ผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศไทยตามข้อบทที่กำหนด โดยที่ไม่ต้องรอให้มีการทำความตกลงทวิภาคีเกี่ยวกับสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน กับประเทศคู่เจรจรานั้น



