ข่าว

"กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ"ชูนโยบายเพิ่มรายได้-ดูแลนายจ้าง

"กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ"ชูนโยบายเพิ่มรายได้-ดูแลนายจ้าง

25 เม.ย. 2554

บริษัท กรุงเทพธุรกิจมีเดีย จำกัด จัดสัมมนา หัวข้อ "นโยบายพรรคการเมืองกับความมั่นคงด้านการคลัง" โดยเชิญตัวแทนพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค ประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย มาเสนอนโยบาย พร้อมฟังนักวิชาการสะท้อนมุมมองต่อนโยบายสาธารณะของพรรค

ครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ส่ง "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" ในฐานะประธานคณะกรรมการด้านยุทธศาสตร์เลือกตั้ง มาร่วมงาน ขณะที่ตัวแทน "พรรคเพื่อไทย" และ "ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์" รมช.คลัง ติดภารกิจ

 "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" ประธานคณะกรรมการด้านยุทธศาสตร์เลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงนโยบายสาธารณะของพรรค เช่น นโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำภายใน 2 ปี ขึ้น 25%, โครงการประกันรายได้เกษตรกร, โครงการรถไฟไทย-จีน, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเน้นเพิ่มรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยว

 "กอร์ปศักดิ์" ในฐานะเป็นพรรครัฐบาล ถือว่าได้เปรียบหากพรรคได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง เพราะสามารถทำนโยบายได้ทันทีมีความต่อเนื่อง ดังนั้นอนาคตโครงสร้างของคณะรัฐมนตรี ถ้าพรรคได้รับเสียงสนับสนุนมากพอโครงสร้างของคณะรัฐมนตรีจะเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับเสียงสนับสนุนของประชาชนจากการเลือกตั้งในครั้งหน้า

 ในเรื่องค่าแรงในฐานะรัฐบาล "กอร์ปศักดิ์" เห็นว่า รายได้ของคนไทยต่ำกว่ามาตรฐานเกือบ 10 ปีแล้ว ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างลงทุกวัน ในอดีตถ้าสินค้าผลิตขึ้นเองเป็นราคาในประเทศพออยู่ได้ แต่โลกเปลี่ยนไป สินค้าเหมือนต่างประเทศ ผู้ขายในประเทศจะขายราคาอิงตลาดต่างประเทศ ราคาสินค้าขึ้นเร็ว โดยเฉพาะสินค้าด้านพลังงาน ขณะที่ค่าแรงของพนักงานกินเงินเดือนปรับขึ้นในอัตราที่น้อยมาก จากวันนี้ถึงอายุ 60 ปี ก็ยังจนอยู่

 นักวิชาการมักพูดว่า ทำไมประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป ควรหันมากระตุ้นเศรษฐกิจโดยการบริโภคภายในประเทศ "กอร์ปศักดิ์" เห็นว่า ถ้าประเทศไทยไม่มีเงินก็ไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคได้ นโยบายของพรรคจึงคิดปรับค่าแรงขึ้นอีกหนึ่งระดับ โดยภายใน 2 ปี ต้องปรับขึ้น 25% ซึ่งพรรคคำนวณดูแล้วเห็นว่าสามารถทำได้ แต่ทุกฝ่ายต้องอยู่ได้ ทั้งลูกจ้าง บริษัทที่จ้างงาน โดยรัฐต้องเข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการ ดังนั้นขบวนการทุกอย่างต้องทำคู่ขนานกันไปเพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ด้วยกันได้

 ราคาสินค้าที่สูงขึ้นถือเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงใกล้เลือกตั้ง "กอร์ปศักดิ์" บอกว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายควบคุมราคาสินค้า ทำได้เพียงทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดรายจ่ายส่วนอื่นๆ พยายามไม่เกิดการฮั้วราคาสินค้า แต่เปิดให้แข่งขัน และต้องหารายได้เข้าประเทศ เน้นการท่องเที่ยว และส่งออก เพราะการหารายได้โดยการขยายฐานภาษีถือว่าผิดเท่ากับหากินกับน้ำบ่อเดิม

 ขณะที่นักวิชาการสนับสนุนแนวทางการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ห่วงว่าพรรคการเมืองยังไม่มีแผนในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นแผนพัฒนาระยะยาว และยังมีความเห็นสอดคล้องกันที่อยากเห็นการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

 โดย "ดร.สมชัย จิตสุชน" ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวม และการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอารืไอ) กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำถือเป็นนโยบายที่ดี แต่ควรเพิ่มนโยบายด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเข้ามาด้วย และที่ต้องส่งเสริมมากๆ คือด้านวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) แต่ก็พบว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมามีการลงทุนในด้านอาร์แอนด์ดีน้อยมาก
 
 นอกจากนี้ นโยบายที่น่าจะเพิ่มเติมเข้ามาด้วยคือ เรื่องแรงงานต่างด้าว ควรมีความชัดเจนว่าจะกำหนดค่าแรงเท่าไร ต้องการจำนวนเท่าไร และทำงานอะไรได้บ้าง แต่ไม่ใช่การปิดกั้นเสียทีเดียว เพราะต้องยอมรับว่าแรงงานต่างด้าวเป็นตัวกดดันตลาดมากหากยังมีทางเลือกนี้

 ส่วนการปฏิรูปโครงสร้างภาษี จากการศึกษาภาษีมาทุกตัวแล้ว สรุปได้ว่า ควรลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลง พร้อมๆ กับยกเลิกสิทธิประโยชน์การส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ปัจจุบันอัตราภาษีแวตของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ แต่หากให้มีการขึ้นภาษีแวตแล้ว รัฐจะต้องทำระบบสวัสดิการถ้วนหน้าควบคู่กันไปด้วย เพื่อกลุ่มคนระดับล่างจะได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์ และการขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะต้องเปลี่ยนแนวคิดเป็นการจัดเก็บภาษีตามความสามารถในการจ่ายจริง ซึ่งใครมีรายได้สูงก็จะต้องจ่ายภาษี

 นอกจากนี้ ควรมีการจัดเก็บภาษีบนฐานทรัพย์สิน โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งหากสามารถผลักดันออกมาใช้ได้จะทำให้สามารถจัดเก็บรายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และสามารถนำเงินจากภาษีมาดำเนินมาตรการต่างๆ เช่น สวัสดิการถ้วนหน้า เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานได้

 "ดร.สกล วรัญญูวัฒนา" รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแล้ว สิ่งที่ติดใจคือ สภาพความเป็นอยู่ของสังคมไทยจะเป็นอย่างไรหลังจากนั้น และยังไม่เคยเห็นรัฐบาลไทยออกมาพูดเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างจริงๆ จังๆ

 โดยการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ เอสเอ็มอี ซึ่งก็ต้องมาดูว่าจะช่วยเหลือกันอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างภาษีนิติบุคคล กลุ่มเอสเอ็มอีถือได้ว่าเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่มีทางลดภาษีลง เหมือนกับบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอเท่านั้น ดังนั้นเห็นว่าการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญ

 ด้าน "ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ" นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ แสดงความเห็นว่า การลงทุนโครงการสร้างพื้นฐานของประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่กลับพบว่าโครงสร้างพื้นฐานของไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แสดงว่าเราขาดการลงทุนด้านนี้มานาน ซึ่งมองว่าการลงทุนจากภาครัฐเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อการลงทุนภาคเอกชนจะตามมา แต่เมื่อดูจากงบลงทุนของภาครัฐในระยะ 10 ปีที่ผ่านมากลับพบว่าไม่เพิ่มขึ้นเลย

 ขณะเดียวกัน ในปัจจุบันสังคมไทยถือว่าได้เข้าสู่สังคมวัยชราแล้ว ส่งผลให้มีรายจ่ายเรื่องสุขภาพประกันสังคมเพิ่มขึ้น ภาครัฐจะต้องเริ่มศึกษาแล้วว่าจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร