
จี้ปรับนโยบายประกันรายได้เกษตรกร
เอกชนชี้อนาคตข้าวไทยยังมีความเสี่ยงจากนโยบายนักการเมือง จี้รัฐบาลชุดใหม่ต้องปรับปรุงนโยบายประกันรายได้ พร้อมเร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ดูแลเสถียรภาพราคา
นายปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ หากต้องการจะรักษาเสถียรภาพราคาข้าว และให้ชาวนาอยู่ได้ จะต้องใช้นโยบายประกันรายได้ควบคู่ไปกับการเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่ให้มากขึ้น ซึ่งจะต้องลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา โดยอาจต้องใช้เงินงบประมาณ 5,000 ล้านบาท และควรมองภาพนโยบายข้าวทั้งระบบ โดยไม่มุ่งเน้นเฉพาะต่อยอดส่งออกข้าวที่เน้นปริมาณจำนวนมาก แต่ควรหันมาคิดว่าจะผลิตข้าวชนิดใดที่เหมาะสมกับความต้องการตลาด
ทั้งนี้ ไม่เห็นด้วยกับการกลับมาใช้โครงการรับจำนำ เพราะจะเป็นการทำลายอนาคตข้าวไทย เพราะที่ผ่านมา เมื่อนักการเมืองใช้นโยบายตั้งราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาด 30% ทำให้ข้าวไหลเข้าสู่สต็อกรัฐบาลจำนวนมาก และเมื่อขายให้แก่ผู้ส่งออกก็ขาดทุน ที่สำคัญการจำนำเป็นการทำลายกลไกตลาด เพราะรัฐเข้ามาทำการค้าขายเอง เมื่อกลไกตลาดเสียไปแล้ว การฟื้นตัวกลับก็จะลำบาก
อย่างไรก็ตาม นโยบายประกันรายได้ก็จำเป็นต้องปรับปรุง เพราะเมื่อปีที่ผ่านมา การใช้นโยบายประกันรายได้รอบแรกรัฐบาลใช้เงินงบประมาณในการจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกรไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะนี้เมื่อราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ทำให้รัฐบาลต้องจ่ายเงินชดเชยถึงตันละ 2,800 บาท จากที่เคยจ่ายชดเชยตันละ 1,000 บาท จึงคาดว่าปีนี้ รัฐบาลจะต้องใช้เงินในการใช้ในโครงการประกันรายได้ข้าวประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท ทำให้มีการวิพากษ์กันมากว่านโยบายประกันรายได้เป็นนโยบายที่ถูกต้องหรือไม่ และคุ้มกับการใช้เงินงบประมาณ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องมีมาตรการสร้างเสถียรภาพควบคู่กันไปด้วย หากไม่ทำปีหน้าเงินที่ใช้อาจจะกลายเป็น 8 หมื่นล้านบาท
นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า นโยบายประกันรายได้ และรับจำนำ ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ดังนั้นจึงเห็นว่า รัฐบาลควรที่จะใช้นโยบายทั้ง 2 ส่วนนี้ควบคู่กันไปเป็นการประกันรายได้ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการตั้งโต๊ะรับซื้อข้าว โดยกำหนดราคาขั้นต่ำที่จะต้องเป็นราคานำตลาด เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านราคา เพราะเกษตรกรไทยยังไม่มีอำนาจต่อรองนัก



