
สศค.หนุนอุ้มดีเซลเลี่ยงศก.ชะลอชี้หากไม่ตรึงเงินเฟ้อทะลุ8%-แนะทำแค่ช่วงสั้น
สศค.หนุนตรึงราคาดีเซล เลี่ยงผลกระทบเศรษฐกิจชะลอตัว ชี้หากปล่อยราคาดีเซลขยับขึ้น กระทบต้นทุนค่าขนส่ง ผู้ผลิตแห่ขึ้นราคาสินค้า ด้านสรรพสามิตรับหากไม่ตรึงราคาเงินเฟ้อทะลุ 8% แต่ควรให้เป็นช่วงสั้น หวั่นกระทบกลไกราคาตลาด
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้ประเมินผลกระทบราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลกต่อระบบเศรษฐกิจไทย พบว่าการที่รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละ 30 บาท ไปจนถึงเดือนกันยายน จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปีลดลง 0.7% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานลดลง 0.3% จากประมาณการทั้งปีว่าจะขยายตัว 3.6% และ 2.5% ตามลำดับ ซึ่งหากสามารถรักษาระดับเงินเฟ้อไว้ได้ จะทำให้การบริโภคและการลงทุนไม่ชะลอตัวจนกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในที่สุด
"ที่ผ่านมาเราคุมราคาสินค้าหลายอย่าง ขณะที่ในต่างประเทศปรับราคาไปก่อนหน้าแล้ว เงินเฟ้อที่ขยายตัวในขณะนี้ จึงยังต่ำกว่าหลายๆ ประเทศทั่วโลก ที่ใกล้เคียงกับเราคือมาเลเซีย เงินเฟ้อขยายตัว 3% แต่รัฐบาลมาเลเซียใช้มาตรการอุดหนุนน้ำมันมากกว่าไทย ซึ่งหากเราปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกมาก และกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน" นายนริศ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเป็นการทั่วไป เพราะต้องการลดต้นทุนค่าขนส่งผู้ประกอบการ เพื่อไม่ให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น แต่เป็นการยากที่จะแยกว่ารถยนต์ประเภทไหนใช้น้ำมันเพื่อการขนส่ง ขณะที่รถยนต์ในระบบประมาณ 7 ล้านคัน มีการใช้แอลพีจีเพียง 3.2 หมื่นคัน และใช้ผสมระหว่างแอลพีจีกับน้ำมัน 4 หมื่นคัน ซึ่งถือว่าน้อยมาก ขณะที่กรมสรรพสามิตได้ประเมินว่า ผลจากการตรึงราคาน้ำมันไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร จะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเพียง 4% ของปริมาณการใช้น้ำมันดีเซล 1,600 ล้านลิตรต่อเดือนเท่านั้น
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สาเหตุที่ปรับลดภาษีสรรพสามิตลง 5.30 บาท เนื่องจากประเมินแล้วว่าปัจจุบันมีการอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่แล้วที่ 6 บาทต่อลิตร หากจะช่วยให้ราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรก็ต้องลดภาษีลงทั้งหมด เพราะก่อนตัดสินใจได้ประเมินผลกระทบจากการลดภาษีในระดับต่างๆ แล้วว่า จะมีผลต่อวินัยการคลังอย่างไรบ้าง
รายงานข่าวจากกรมสรรพสามิตระบุว่า หากรัฐบาลไม่ตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตรจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เนื่องจากราคาสินค้าและค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นทันที และมีผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นถึง 8% เนื่องจากปัจจุบันรถยนต์ได้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเซลจำนวนมากประมาณวันละ 1.8 หมื่นล้านลิตร ขณะที่เบนซินมีการใช้เพียง 7,000 ล้านลิตรเท่านั้น แต่ยอมรับว่าการตรึงราคาดีเซลนานๆ นั้นอาจทำให้ราคาตลาดบิดเบือนและหากปล่อยให้ราคาปรับขึ้นตามความเป็นจริงอาจจะทำได้ยาก



