ข่าว

 ผ่าโครงสร้างภาษียาสูบไทยเอกชนติงควรปรับให้สอดคล้องสากล

ผ่าโครงสร้างภาษียาสูบไทยเอกชนติงควรปรับให้สอดคล้องสากล

25 เม.ย. 2554

สุรา-ยาสูบ ถือเป็นสินค้าบาปที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต่างมีนโยบายไม่สนับสนุนการบริโภค จึงมีความพยายามใช้มาตรการภาษีเป็นตัวสกัด หรือลดการบริโภคมาโดยตลอด ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาสูบ

ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง แต่การแก้ไขร่างพ.ร.บ.ยาสูบต้องใช้เวลา โดยเฉพาะการผ่านกระบวนการของรัฐสภา ขณะที่รัฐบาลกำลังนับถอยหลังยุบสภา ซึ่งนายมั่น พัธโนทัย รมช.คลัง ในฐานะที่กำกับดูแลกรมสรรพสามิต ก็ยอมรับว่าคงนำเข้าสภาไม่ทันรัฐบาลนี้ ก็ได้แต่คาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะมาสานต่อ เพราะการแก้ไขกฎหมายยาสูบถือมีความจำเป็น

 ก่อนหน้านี้เคยมีผู้เสนอให้ออกเป็น พ.ร.ก. เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วและยังช่วยแก้ปัญหาการกักตุนบุหรี่รอรับราคาใหม่ แต่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มองว่าการแก้ไขพ.ร.บ.ยาสูบถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ควรเร่งออกเป็น พ.ร.ก. เพราะอาจถูกมองเป็นการทิ้งทวนของรัฐบาล แนวคิดการออกกฎหมายเร่งด่วนจึงมีอันพับไป แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจะผลักดันต่อ ดังนั้น หากใครกักตุนบุหรี่ไว้รอขายหลังมีการปรับราคาใหม่คงต้องคิดดูให้ดี เพราะอย่างน้อยก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 6 เดือน ขณะที่บุหรี่เก็บไว้นานเกินไปก็จะเสื่อมคุณภาพ

 ชำแหละโครงสร้างภาษียาสูบ

 สำหรับการแนวคิดการแก้ไข พ.ร.บ.ยาสูบ ที่ใช้มานานตั้งแต่ปี 2509 ที่คิดอัตราภาษีตามมูลค่าและการคิดอัตราภาษีตามปริมาณ หรือเรียกว่าระบบ 2 เลือก 1 (ระบบไหนได้ภาษีมากกว่าก็เลือกเก็บระบบนั้น) แต่ที่ผ่านมาไทยจะเน้นไปทางใช้อัตราภาษีตามมูลค่า โดยมีเพดานภาษีที่ระดับ 90% แต่อัตราใช้จริงปัจจุบันอยู่ที่ 85% โดยใช้ฐานภาษีคิดตามราคาซีไอเอฟ หรือราคาแจ้งนำเข้า และคิดตามราคาขาย ณ โรงงานอุตสาหกรรมยาสูบ หรือราคาหน้าโรงงาน

 นอกจากอัตราภาษีดังกล่าวแล้ว องค์ประกอบการจัดเก็บภาษียังมีความยุ่งยากและซ้ำซ้อนหลายตัว หรือเรียกว่าภาษีรวมใน ประกอบด้วย 1.ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บ 7% ของราคาขายปลีกสูงสุด 2.ภาษีองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซองละ 1.86 บาท 3.ภาษีโทรทัศน์ (ไทยพีบีเอส) จัดเก็บ 1.5% ของภาษีสรรพสามิต 4.เงินบำรุง สสส. อัตรา 2% ของภาษีสรรสามิต 5.ภาษีสรรสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) คิดอัตรา 567% ของฐานภาษี 6.อากรนำเข้า จัดเก็บ 60% ของราคาซีไอเอฟ (อากรขาเข้าขึ้นอยู่กับความตกลงการค้าเสรี ซึ่งปัจจุบันในกลุ่มอาเซียนส่วนใหญ่ใช้สิทธิภาษี 0% ที่มีผลมาตั้งแต่ 1 มกราคม 2553) และ 7.กองทุนส่งเสริมคุณภาพการเรียนรู้ในอัตราอีก 1.5% ของภาษีสรรพสามิต (ยังไม่มีผลบังคับใช้)
 
   ทั้งนี้ ฐานภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ คือ ราคาขาย ณ โรงงาน หรือราคาซีไอเอฟ (ราคายาสูบ+ค่าประกันภัย+ค่าขนส่งถึงด่านศุลกากร) บวกด้วยอากรนำเข้า โดยพบว่าทั่วโลกมีเพียงไทยกับกัมพูชาเท่านั้น ส่วนที่คิดตามราคาขายปลีก มีบังกลาเทศและเวียดนาม ขณะที่มีประมาณ 20 ประเทศจะคิดอัตราตามปริมาณ เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี เนปาล สิงคโปร์ ออสเตรเลีย อินเดีย ลาว เนปาล เป็นต้น และอีกหลายประเทศจะคิดระบบผสม (ใช้ทั้ง 2 ระบบควบคู่กัน)  เช่น จีน ปากีสถาน มาเลเซีย และยุโรปอีกเกือบทุกประเทศ
 
 ปรับฐานคำนวณจากราคาขายปลีก

 นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ยอมรับว่า การคิดภาษีตามมูลค่านั้น ในอดีตกลไกการทำงานไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียกับระบบ เพราะราคาบุหรี่ค่อนข้างแพง และยังมีกำแพงภาษีนำเข้า แต่ปัจจุบันนอกจากไม่มีการเสียภาษีนำเข้าแล้ว บุหรี่บางยี่ห้อยังสำแดงราคาหน้าโรงงานที่ต่ำมาก เช่น แจ้งราคาซองละ 2-3 บาท แม้จะเก็บภาษีในปัจจุบันสูงถึง 567% ก็ยังทำให้ราคาขายปลีกในตลาดต่ำมาก จึงเกิดการบิดเบือนของกลไกราคาที่แท้จริง จึงเป็นที่มาของการเสนอให้มีการแก้ไขพ.ร.บ.ยาสูบเพื่อเปลี่ยนฐานการจัดเก็บภาษีเชิงราคาจากการคำนวณราคาหน้าโรงงานเป็นการจัดเก็บตามราคาขายปลีกเพื่อสร้างความเท่าเทียมและลดความบิดเบือนสำหรับบุหรี่ถูกและบุหรี่แพง
 
 นอกจากนั้น เห็นว่าที่ผ่านมากลไกของภาษีที่คิดอัตราเชิงปริมาณยังไม่ได้ทำงานอย่างแท้จริง จึงถือโอกาสปรับฐานภาษีเชิงปริมาณจากเดิมที่คิดการจัดเก็บเป็นบาทต่อกรัม มาเป็นบาทต่อมวนหรือกรัม โดยจะกำหนดกำแพงเพดานการจัดเก็บไว้ที่มวนละ 3 บาท ซึ่งจะสามารถควบคุมการแข่งขันของบุหรี่ทั้งในตลาดบนและตลาดล่างได้ โดยการกำหนดเพดานราคาการจัดเก็บนี้ส่วนหนึ่งจะช่วยป้องกันการดัมพ์ราคาของผู้นำเข้าที่หากโดนเก็บราคาขายปลีกแพงแล้วจะเลี่ยงมาจ่ายภาษีเชิงปริมาณแทน

 “ประเด็นการจัดเก็บที่เสนอแก้ไขนี้ น่าจะครอบคลุมได้ทั้งตลาดบนและตลาดล่าง อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการลดการบริโภคบุหรี่ ลดการทำลายสุขภาพของประชาชนลงด้วย ส่วนรายละเอียดอัตราพิกัดและเพดานการจัดเก็บต่างๆ จะประกาศใช้อีกครั้งหลังจากที่กฎหมายแม่มีการแก้ไขและมีผลบังคับใช้ก่อน โดยยืนยันว่าไม่ได้ทำเพราะหวังเก็บภาษีได้มากขึ้นแต่เพื่อความเป็นธรรมและสร้างความเท่าเทียมกันในตลาด”
 
 ดันเก็บภาษีขั้นต่ำ 22 บาทต่อซอง

 ด้านนายมั่นระบุว่า การปรับฐานภาษีเชิงปริมาณจากเดิมที่คิดการบาทต่อกรัม มาเป็นบาทต่อมวนหรือกรัม โดยกำหนดกำแพงเพดานการจัดเก็บไว้ที่มวนละ 3 บาทนั้น ในส่วนของการออกประกาศอัตราการใช้จริงยังต้องรอให้กฎหมายแม่มีผลใช้บังคับก่อน ซึ่งคงไม่ทันรัฐบาลชุดปัจจุบันคงต้องรอหลังการเลือกตั้ง แต่เบื้องต้นที่หารือกันมีการกำหนดอัตราใช้จริงไว้แล้วที่ 1.10 บาทต่อมวน โดยคำนวณจากบุหรี่ระดับล่างที่มีการขายมากที่สุดของโรงงานยาสูบ คือ วันเดอร์ ซึ่งหากใช้อัตราเชิงปริมาณจะทำให้มีภาระภาษีที่  22 บาท รวมกับราคาบุหรี่ปัจจุบันที่ 42 บาท ทำให้ราคาบุหรี่หลังใช้อัตราใหม่จะอยู่ที่ 64 บาท

 "เป้าหมายเพื่อทำให้บุหรี่ราคาถูกที่นำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เพื่อไม่ให้ตลาดเติบโตสูงเหมือนที่ผ่านมา แต่ที่ยังไม่เสนอเข้าครม.คราวก่อนเป็น เพราะมีหลายคนเป็นห่วงว่าจะทำให้บุหรี่ราคาถูกอัพราคาขึ้นมาใกล้เคียงกับบุหรี่แพงและจูงใจให้คนหันไปสูบบุหรี่แพงแทนที่จะลดการสูบลงก็คงต้องติดตามต่อไปว่าจากจำนวนบุหรี่ในระบบ 1,400 ล้านซองนั้นจะมีผลให้จำนวนการบริโภคลดลงหรือไม่”

 อย่างไรก็ตาม การปรับวิธีการจัดเก็บภาษีใหม่ของกรมสรรพสามิตนั้นแน่นอนว่ามีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานยาสูบในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายบุหรี่ในประเทศเพียงรายเดียวออกมาระบุว่า จะทำให้บุหรี่ตลาดล่างของโรงงานต้องเสียภาษีเพิ่มและมีราคาขายปลีกสูงขึ้นอย่างแน่นอน

 นายอำนวย ปรีมนวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานอำนวยการโรงงานยาสูบ ยอมรับว่า ปัจจุบันยาสูบต่างประเทศเข้ามาตีตลาดมากขึ้น โดยมีส่วนแบ่งเพิ่มจาก ไม่ถึง 1% เป็น 4 % ในปัจจุบันเพราะผู้บริโภคหันไปนิยมบุหรี่ราคาถูกมากขึ้น และหากเก็บภาษีจากราคาขายปลีกจะยิ่งทำให้แข่งขันยาก เพราะโรงงานยาสูบยังมีภาระต้นทุนบางอย่างที่บุหรี่นำเข้าไม่มี ในอนาคตมองว่ารายได้ของโรงงานยาสูบน่าจะถูกกระทบค่อนข้างมากจากปัจจุบันที่มียอดขาย 6 หมื่นล้านบาทต่อปีและนำส่งรายได้เข้ารัฐประมาณ 88% หรือกว่า 5 หมื่นล้านบาทก็จะลดลงตามไปด้วย

 "ถ้ามีการปรับภาษีใหม่บนเปอร์เซ็นต์ของราคาขายปลีก จะกระทบต่อโรงงานยาสูบมาก บุหรี่ต่างประเทศจะได้เปรียบมากขึ้น เพราะโรงงานยาสูบต้องรับภาระภาษีเงินได้ร้านค้าแทนตัวแทนจำหน่ายทุกขั้น 700 ล้านบาทต่อปี หากเพิ่มภาษีจะยิ่งทำให้ต้นทุนเราสูงขึ้น ถ้าต่างประเทศดัมพ์ราคาขายปลีกลงเราก็จะยิ่งแข่งขันในตลาดล่างได้ยาก"

      ขณะที่บริษัทฟิลิปมอริส ผู้นำเข้าบุหรี่ตลาดบนรายใหญ่ ระบุว่า ในตลาดยาสูบประเทศไทยจะมีผู้นำเข้ารายใหญ่เพียงฟิลิปมอริสกับเจแปนโทแบคโก้ แต่หลังจากที่ภาษีนำเข้า 0% พบว่ามีบุหรี่ยี่ห้อใหม่ๆ นำเข้ามาอีกกว่า 13 ราย แต่ส่วนใหญ่เป็นบุหรี่ที่เน้นเจาะตลาดล่างและมีราคาถูก ทำให้ฟิลิปมอริสไม่ได้รับผลกระทบในด้านส่วนแบ่งตลาดมากนัก โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20%

 ส่วนการปรับวิธีการคิดภาษีใหม่นั้น อยากให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ โดยเฉพาะการคิดภาษีจากราคาขายปลีก ได้เสนอกรมสรรพสามิตว่าควรให้อิสระผู้ประกอบการกำหนดราคาขายปลีกเอง จากปัจจุบันที่กรมกำหนดเพดานราคาขายปลีกไว้ เช่น มาร์ลโบโรกำหนดไว้ 83 บาท แต่ในความเป็นจริงบริษัทแนะนำราคาขายที่ซองละ 78 บาท ทำให้ต้องแบกรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งส่วนนี้บริษัทเสียเปรียบทางโรงงานยาสูบ ซึ่งจริงๆ แล้วอยากให้ไทยใช้ระบบภาษีแบบผสมเหมือนประเทศอื่นเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น

 นอกจากนั้น มองว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับตลาดยาเส้นมากกว่า เพราะมีสัดส่วนในตลาดที่สูงถึง 53.9% มากกว่าบุหรี่มวนด้วยซ้ำ ปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีที่ต่ำมาก ขณะที่ยาสูบพันธุ์พื้นเมืองได้รับการยกเว้นทำให้ส่วนใหญ่เลี่ยงมาใช้พันธุ์พื้นเมืองแทน

 อย่างไรก็ตาม ประเด็นของยาเส้นนั้น มีการถกเถียงมานานแล้ว แต่ที่ยังไม่สามารถปรับภาษีได้ เพราะมีหลายฝ่ายเกรงว่าจะกระทบกับชนชั้นรากหญ้าที่นิยมใช้ยาเส้นมวนบุหรี่เอง และจะกระทบต่อผู้ปลูกใบยาและอุตสาหกรรมใบยาในประเทศ ดูแล้วจึงน่าจะเกิดยากทำให้กรมสรรพสามิตตัดสินใจผลักดันเฉพาะการปรับระบบการจดัเก็บบุหรี่มวนออกมาก่อน